คราวนี้ซ่งโหยวไม่จำเป็นต้องเดินทั่วเหอโจวแล้ว ไม่จำเป็นต้องผ่านใจกลางแคว้นด้วนซ้ำ เพียงลัดเลาะไปตามชายแดน ถือเป็นทางลัดสู่แคว้นอั๋งโจว
แล้วจึงกลับมาที่ฉางจิงด้วยเส้นทางเดิม
วันสุดท้ายแห่งฤดูใบไม้ร่วง ทั้งคณะมาเยือนริมแม่น้ำอวี้ฉวี่ กลับย่างกรายบนทางแคบเลียบหน้าผาริมน้ำอีกครา
ครั้งก่อนที่เคยผ่านมาที่นี่ เป็นต้นฤดูใบไม้ผลิของรัชศกหมิงเต๋อปีที่ห้า
บัดนี้กลับเป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงในรัชศกหมิงเต๋อปืที่เจ็ด
แม้ต่างกันเพียงหนึ่งฤดู แต่แท้จริงกลับเวียนผ่านไปเกือบสามปีแล้ว
เมื่อครานั้น เบื้องหน้ายังเป็นสายน้ำฤดูใบไม้ผลิ ฝนพรำบางเบาดุจแพรไหม โปรยกระทบผิวน้ำจนเกิดระลอกคลื่นเล็กๆ ไม่ขาดสาย แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป กลายเป็นสายน้ำยามฤดูใบไม้ร่วงอันสงบนิ่ง สีเขียวเข้มประดุจหยก ผิวน้ำสะท้อนภาพผืนฟ้าครามและเมฆขาวตระการตา ริมฝั่งคือหน้าผาหินสูงชันเสียดฟ้า ตั้งฉากกับสายน้ำ บนผนังหินนั้นถูกเจาะให้เป็นทางแคบทอดยาวออกมาเป็นชานไม้เลียบผา
นักพรตใช้ไม้เท้าค้ำก้าวนำหน้า มีม้าแดงคอยตามหลัง แมวสามสีวิ่งโลดไปมาตามอำเภอใจ บางครั้งเดินล้ำหน้า บางครั้งรั้งท้าย พร้อมด้วยนกนางแอ่นโฉบเฉี่ยวไปตามผิวน้ำ ปีกบางเฉียดลงบนวารีสีมรกตอันพลิ้วไหว เกิดเป็นรอยแยกยาวทอดไปข้างหน้า
ทันใดนั้นมีเสียงหนึ่งดังแว่วมา
นักพรตเดินไปพลางเงี่ยหูฟังไปพลาง คอยมองไปข้างหน้า
เสียงนั้นมิใช่กระดิ่งม้า หากคล้ายเสียงสิ่วกระทบผนังหิน เสียงกังวานใสสะท้