อนก้องไปทั่วผืนน้ำระหว่างสองภูผา
นกนางแอ่นบินลิ่วไปสอดส่อง แต่กลับมาโดยมิได้กล่าวสิ่งใด
เสียงนั้นยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที
พอเดินเข้าไปใกล้จึงเห็นว่ามีผู้คนกำลังสลักหินบนผนังด้านในของผา
เสียงสิ่วเคาะดังก้องไม่ขาดสาย เสียงนั้นดังก้องทั่วทั้งสองฝั่งแม่น้ำ
ช่างฝีมือมากมายทำงานอยู่บนชานผา บ้างเจาะสลักหิน บ้างขนย้ายเศษหินไปทิ้งแม่น้ำ บ้างก่อไฟหุงอาหาร และยังมีขุนนางผู้ดูแลงานยืนกำกับอยู่ ครั้นเห็นชายพร้อมม้าแดงและแมวสามสีเดินเลียบชานผามา ต่างก็หันมามองด้วยความแปลกใจ
นักพรตยังคงก้าวเท้าต่อไปอย่างมั่นคง ใช้ไม้เท้าค้ำเดินไปพลาง สบตากับผู้คนเหล่านั้นทีละรายพร้อมกันนั้นสายตาก็ทอดมองไปยังรูปสลักหินมากมายที่เรียงรายตลอดเส้นทาง
บ้างสูงเท่าคน แต่บ้างกลับสูงหลายจั้ง จนช่างต้องปีนขึ้นไปยืนบนโครงไม้จึงจะสลักได้
ถ้ำหินเล็กขนาดสุดนั้นขนาดเท่ากะละมัง แต่ใหญ่สุดกลับสูงหนึ่งถึงสองจั้ง ลึกเจ็ดถึงแปดฉื่อ ราวกับเป็นห้องว่าง
ถ้ำหินเหล่านี้ล้วนสลักเป็นรูปองค์พระ ถือเป็นมรดกทางศาสนาพุทธ
พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ เทพผู้พิทักษ์ มีทั้งนั่ง ทั้งยืน มีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกันไป ล้วนมีชีวิตชีวาขึ้นบนผนังผาริมน้ำนี้
รูปเคารพในยุคสมัยนี้ หาได้ดูยิ่งใหญ่หรืออ่อนหวานจนเกินไป ไม่ได้เน้นแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์อันไกลเกินเอื้อม หากแต่สลักเป็นรูปร่างดั่งปุถุชน องค์พระและเทพยดาจึงมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงมนุษย์นัก ดูสมจริงไม่เส