เป็นมูลสัตว์ที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก
ทั้งคนทั้งม้ายังคงเดินต่อไป
ส่วนแมวน้อยก็ย่นจมูก ละสายตากลับมา แล้วแหงนขึ้นมองท้องฟ้า เห็นว่าเจ้านกสอดส่องไม่ได้ส่งสัญญาณเตือน ก็คงมิใช่เรื่องใหญ่ จึงเบาใจลงได้บ้าง แล้วรีบหันหลังกลับวิ่งตามไป
แม้ในใจจะสงบลงแล้ว แต่นางย่อมเข้าใจเหตุผลที่ต้องคอยระวังภัยตลอดเวลา จึงวิ่งเหยาะๆ ตามม้าคอยมองซ้ายแลขวา ครั้นเห็นว่ารอบกายไร้ผู้คน วิ่งไปได้ครู่หนึ่ง ก็ออกแรงดีดตัวพุ่งขึ้นกลางอากาศ กางขาทั้งสี่ข้างออก เผยท่วงท่าอันสง่างาม ควันดำฟุ้งตลบ ครั้นร่างนางตกถึงพื้น ก็กลายเป็นเด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสี
นางโบกมือไปทางหลังม้า
เพียงเท่านี้ก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาก
กระทั่งเดินมาถึงหน้าประตูเมือง ทหารยามคอยยืนรักษาการณ์อยู่ด้านหน้า สองคนเบื้องหน้าดูเป็นทหารมากประสบการณ์ ส่วนเบื้องหลังล้วนเป็นชายฉกรรจ์สวมเกราะถือหอกยาวท่าทางขึงขัง
ทันทีที่ซ่งโหยวก้าวเข้ามาก็ตกเป็นเป้าสายตาของพวกเขา
บัดนี้เขาเดินทางมาครึ่งแผ่นดินแล้ว พื้นที่ส่วนใหญ่มีการตรวจค้นเข้มงวด โดยเฉพาะทางเหนือที่ยังวุ่นวาย ทั้งต้องป้องกันโจรและสืบหาภูตผี ซ่งโหยวย่อมเข้าใจดี จึงควานหาใบผ่านทางในอกเสื้อ แล้วยื่นให้นายทหารไป
“ข้าคือนักพรตพเนจรจากแคว้นอี้โจว โปรดให้ข้าผ่านทางไปเถิด”
“นักพรตพเนจรหรือ…”
ทหารชราผู้หนึ่งรับใบผ่านทางมาตรวจ พลันเหลือบไปเห็นเด็กหญิงและม้าแดงด้านหลัง
โลกนี้มีผู้วิเศษมากมาย วิธีแยกแยะภูตผีก็มิได้อา