งไรต่อ”
“จากนั้นเขาก็ออกตามหาปีศาจเสือตนนั้น” ทหารชรากล่าว “แล้วก็หายไป ไม่กลับมาอีก”
“ผ่านมากว่าครึ่งเดือนแล้ว ไม่รู้ว่าเขาเจอปีศาจเสือหรือไม่ ปีศาจร้ายพวกนั้นใช่ว่าจะรับมือได้ง่ายเสียหน่อย ไม่รู้ว่าเขา เฮ้อ…” ทหารชราอีกคนเอ่ย พลางทอดถอนหายใจแทนมือกระบี่หนุ่มผู้นั้น
ขณะนั้นทหารหนุ่มพร้อมหอกข้างหลังกลับอดใจไม่ไหว
“ก็เพราะมีเสืออาละวาด หลายปีมานี้จึงไม่ค่อยมีคนนอกมาเยือน ข้าเองก็เคยได้ยินชื่อเสียงมือกระบี่ผู้นั้นมาเช่นกัน ได้ยินว่าเขาเคยขึ้นเขาจูเป้ยไปตามหาปีศาจเสือ ดูเหมือนว่าจะกลับลงมาแล้ว”
ซ่งโหยวพลันเหลียวมองตาม
ทหารหนุ่มค้อมตัวตอบอย่างเก้อเขิน “ข้าแค่ได้ยินมาเท่านั้น เป็นเรื่องเมื่อไม่กี่วันก่อน ลือกันว่ามีคนเห็นมือกระบี่ผู้นั้นกลับลงมาจากเขา แต่ร่างกายบอบช้ำนัก ม้าก็พลอยบาดเจ็บไปด้วย เห็นว่ามุ่งหน้าไปทางตะวันออก ดูท่าคงเสียทีให้พวกเสือเข้าแล้ว”
“เช่นนั้นเอง”
“เป็นเพียงคำเล่าลือเท่านั้น”
“ไม่เป็นไร ขอบคุณท่านมาก” ซ่งโหยวยิ้มตอบ “ท่านว่าปีศาจเสืออาศัยอยู่บนเขาจูเป้ยใช่หรือไม่”
“ถูกแล้วท่านเซียน รอบอำเภอมีแต่ขุนเขาเสือชุกชุม แต่เขาหลังหมูนั้นสูงที่สุด มีป่าลึกที่สุด ว่ากันว่าเป็นที่ซ่อนตัวของปีศาจเสือ”
“ไปอย่างไรหรือ”
“ท่านเดินอ้อมตังอำเภอไปทางประตูทิศใต้ เดินต่อไปราวสี่ถึงห้าสิบลี้ ภูเขาสูงใหญ่รูปร่างคล้ายหลังหมูก็คือภูเขาจูเป้ยนั่นแล”
“ขอบคุณท่านมาก”
“มิกล้า มิกล้า นับเป็นเกียร