ญเสียไป ทว่ากลับได้รับคำตอบเป็นความเหน็ดเหนื่อยและความไร้หนทางของชาวนา
ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด ชาวนาล้วนลำบากที่สุด
มีผู้คนจำนวนมากลาจากทุ่งนาไปแสนนาน นานจนไม่เข้าใจความยากลำบากของชาวนา กล่าวว่านาข้าวนั้น ‘งอกเองตามธรรมชาติ’
ช่างน่าขันสิ้นดี
“…”
ซ่งโหยวส่ายหน้าไปมา แล้วเอ่ยกับชายชราต่อ “ขอบคุณผู้เฒ่ามาก เช่นนั้นข้าจะช่วยท่านอีกแรง”
พูดจบก็สะบัดมือ ปล่อยพลังลมรุนแรง
ตั๊กแตนบนพื้นลอยขึ้นกลางอากาศ ตั๊กแตนบนฟ้าถูกลมโหมใส่ เมื่อตกลงสู่พื้นแล้ว ทุกตัวกลับหยุดนิ่งไม่ขยับเขยื้อนอีกต่อไป
ซ่งโหยวประสานมือกล่าวอำลาแล้วเดินกลับไปบนถนนใหญ่
ตั๊กแตนเต็มท้องฟ้าบินว่อนสร้างความปั่นป่วน
พวกมันรวมฝูงกันแล้วเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีดำปนเหลือง ทยอยกันตื่นตัวและมารวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ แน่นขนัดถึงขั้นเกิดเสียงยามชนเข้ากับนักพรตและม้าแดง
แรกๆ แมวสามสียังคอยยื่นหัวออกมาพ่นไฟปกป้องนักพรตและม้า แต่ตั๊กแตนมีมากเกินไป เมื่อเหน็ดเหนื่อยก็แทบไม่ช่วยอะไร อีกทั้งพบว่าต่อให้ตั๊กแตนเหล่านี้รวมตัวกันมากเท่าใด ก็แทบไม่เป็นภัยต่อนักพรตและม้า ได้แต่ก่อกวนเท่านั้น จึงเลิกพ่นไฟ หดหัวเข้าไปในย่าม พยายามปล่อยวางโดยยึดหลักว่า ‘ไม่เห็นก็ไม่รำคาญ’
“เฮ้อ…”
ครั้นเหม่อมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยตั๊กแตน แม้นักพรตก็ยังขมวดคิ้ว รู้สึกไร้ทางออก
กวงโจว เย่ว์โจว และเหยียนโจวเป็นพื้นที่ตั๊กแตนชุกชุม เคยได้ยินว่าที่นี่มีเทพตั๊กแตนองค์หนึ่งคอยปกปักรั