ำว่าศิษย์พี่ แม่นางสามสีก็รู้สึกอิ่มเอมใจนัก
ตลอดเจ็ดวันนั้นนักพรตได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติ ทว่าซูอี้ฝานก็ยังไม่กลับมา
นักพรตหาได้กล่าวสิ่งใด เพียงเก็บสัมภาระตามแผนที่วางไว้ ล่ำลาผู้ดูแลหลัว แล้วจูงมือเด็กหญิงน้อยตัวน้อยออกเดินทาง
สองคนหนึ่งม้าเดินผ่านเขตสำนัก เด็กหนุ่มและเด็กน้อยในลานกำลังฝึกดาบฝึกวิชากัน ครั้นเห็นเด็กหญิงน้อยเดินตามหลังนักพรตกับม้าแดง ถึงได้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วนางไม่ใช่ศิษย์พี่ประจำสำนัก แต่เพียงติดตามนักพรตมาเยี่ยมเยียนที่นี่เท่านั้น ทว่าเมื่อมองนักพรตกับม้าแล้ว กลับรู้สึกคุ้นเคยชอบกล คล้ายเคยได้ยินมาจากตำนานปรัมปราอย่างไรอย่างนั้น
เด็กหญิงตัวน้อยยังคงหันไปสบตากับพวกเขา
หากไม่มีปาฏิหาริย์ ตลอดชีวิตคงยากจะได้พบพานคนพวกนี้แล้ว
“แม่นางสามสีอยากบอกลาพวกเขาหรือไม่”
“บอกลาหรือไม่~”
“ทำแบบ ‘ผู้แซ่ซู’ สิ ยกกำปั้นขึ้นประสานกันแล้วกล่าวคำอำลา เท่านี้ก็พอแล้ว”
“ลาก่อน…”
เด็กหญิงยกกำปั้นขึ้นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงใส
ซ่งโหยวเผยรอยยิ้ม ทว่าฝีเท้ายังคงไม่หยุด
เมื่อพ้นประตูสำนักแล้ว นักพรตกลับไม่ได้รีบลงเขา หากแต่ยืนอยู่หน้าประตู แหงนหน้ามองขึ้นไปบนยอดเขา
ภูเขาอู้ซานนั้นสูงใหญ่ ครั้นมองออกไปกลับเห็นเพียงม่านหมอกหนาทึบ มีแสงนภาแทรกอยู่เลือนราง ที่ ไม่รู้ว่าภูเขานี้สูงอีกเพียงใด ผู้ดูแลหลัวเคยบอกว่า หากเดินขึ้นจากตีนเขามาถึงจุดนี้ใช้เวลาครึ่งวัน จากตรงนี้ขึ้นไปถึงยอดใช้อีกครึ่ง