วัน ต่อให้เป็นผู้ฝึกวิชาก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งถึงสองชั่วยาม
นักพรตหยุดคิดครู่หนึ่งแล้วก้าวเดินต่อ
สองชั่วยามผ่านไป
ลมบนยอดเขาพัดแรง เสื้อผ้าเส้นผมของทั้งสองพลิ้วสะบัด
นักพรตพลันเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอ่อนโยน “อีกหลายสิบปีข้างหน้า ที่นี่คงกลายเป็นแหล่งชมทิวทัศน์กระมัง”
“แหล่งชมทิวทัศน์?”
“ใช่แล้ว แหล่งชมทิวทัศน์”
“ไม่เข้าใจเลย~”
ซ่งโหยวเพียงยกยิ้มแต่ไม่อธิบายต่อ เขาหันมองเด็กหญิงแล้วถามว่า “ตลอดระยะเวลาที่อยู่บนเขา แม่นางสามสีรู้สึกสนุกหรือไม่”
“สนุกมาก” เด็กหญิงทำหน้าจริงจัง “พวกเขาโง่จัง คิดว่าแม่นางสามสีเป็นศิษย์พี่ พอแม่นางสามสีแบ่งผลไม้ให้ก็ดีใจกันใหญ่”
“เรียกว่าไร้เดียงสาต่างหาก”
“ไร้เดียงสา~”
“ใช่แล้ว” ซ่งโหยวยิ้ม “แม่นางสามสีก็ไร้เดียงสาเหมือนกัน”
“เจ้าต่างหากที่ไร้เดียงสา!”
เด็กหญิงเผยสีหน้าเคร่งขรึมพร้อมสบตากับเขา
“…”
ซ่งโหยวส่ายหน้าพลางคลี่ยิ้มชัดขึ้น
ลมพัดแรงเสียจนเสียงสั่นเครือไปด้วย
ได้ยินเด็กหญิงเอ่ยว่า “แต่ไม่รู้ว่าทำไม แม่นางสามสีก็ทำตามที่นักพรตสอน คอยจับหนูจับแมลงไปให้พวกเขาเล่น แต่พวกเขากลับวิ่งหนีกันหมดเลย”
“ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นเล่า”
“ข้าไม่รู้~”
“ไม่รู้ก็ช่างปะไร”
“เจ้าก็ไม่รู้หรือ”
ซ่งโหยวกำลังคิดหาคำตอบที่ตรงไปตรงมา ทว่าเมื่อเหลือบมองเบื้องหน้า ก็ต้องเงยหน้าขึ้นมอง พลางยกมือแตะศีรษะเด็กหญิงให้นางหันไปทางทิศเดียวกัน
“แม่นางสามสีดูนั่นสิ”
“หือ…”
แรกเริ่มเด็กหญ