ปถึงที่นั่น เกรงว่าชาวยุทธ์จากดินแดนห่างไกลนับพันลี้หมื่นลี้ก็คงพากันแห่มาขอฝากตัวเป็นศิษย์กระบี่ฟ้าคำรนด้วย”
“เยอะถึงเพียงนั้นเชียว…”
ซ่งโหยวได้ฟังก็รู้สึกว่าน่าสนใจ
ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่เปิดประตูรับศิษย์จากทั่วสารทิศ
นับเป็นภาพที่พบเห็นได้ยากในยุทธภพนัก
แม่นางสามสีที่เดินเคียงข้างมาตลอดก็เงยหน้าขึ้นจ้องผู้คนเหล่านั้นตาไม่กะพริบ
“น่าเสียดายนัก ไม่ว่าสำนักใดในยุทธภพล้วนไม่อาจรุ่งเรืองจนเกินขอบเขต แม้สำนักกระบี่จิงเหลยจะรับศิษย์เข้าไปมาก แต่ก็เข้มงวดนัก ได้ยินว่ามีเกณฑ์คัดเลือกเข้มงวด ส่วนมากล้วนถูกส่งตัวกลับไป” เขาว่าพลางตบหลังลูกชายบนหลังล่อเบาๆ “ไม่รู้ว่าพวกเราจะมีสักกี่คนที่ได้รับเลือก”
เด็กน้อยบนหลังล่อพลันหันมาจ้องซ่งโหยว นัยน์ตาสีดำขลับของเด็กชายส่องแสงแวววาวดั่งดวงดารา
“จริงสิ ได้ยินมาว่าผู้ที่ส่งบุตรหลานขึ้นไปฝากตัวจะต้องผ่านการคัดเลือกบนภูเขาก่อน กินเวลาเจ็ดวันเต็ม มีผู้คนมากมายเชียว พ่อแม่ต้องรอที่เชิงเขา แม้ได้รับเลือกเข้าไป ก็ต้องฝึกวิชาเบื้องต้นเป็นเวลาสามเดือน หากถึงตอนนั้นยังไม่มีแวว ก็ต้องถูกส่งตัวกลับมาอยู่ดี ได้ยินมาว่าโรงเตี๊ยมและโรงม้าเชิงเขาแน่นขนัดไปหมด หากคุณชายมาหาสหายเก่า เกรงว่าคงหาที่พักไม่ได้ง่ายๆ ต้องเตรียมการล่วงหน้าเสียหน่อย”
ชาวยุทธ์ผู้หนึ่งเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
“ไม่เป็นไรหรอก” ซ่งโหยวยิ้มตอบ “ข้าเป็นเพียงนักพรตพเนจร มีผืนฟ้าไว้ห่ม แผ่นดินไว้หนุน ย่