นหายใจ
ทุกคนก็ได้แต่หันหน้ามองกันไปมา
ชายหนวดแหลมลูบเครา แล้วเอ่ยขึ้นทั้งรอยยิ้ม “หากบัณฑิตผู้นั้นได้ยินเรื่องนี้เข้า เกรงว่าเขาคงได้เขียนเรื่องราวอีกบทแล้วกระมัง”
การเดินทางออกจากฉางจิง แคว้นอั๋งโจว ไปยังเหอโจว เหยียนโจว และเย่ว์โจวนั้น คือการก้าวข้ามดินแดนแห่งอารยธรรม สู่ผืนแผ่นดินอันเต็มไปด้วยภัยสงครามและมารปีศาจ บางครั้งระหว่างเดินทาง นักพรตก็พลันนึกถึงความเจริญรุ่งเรืองที่เคยพบเห็นในเมืองฉางจิงหรืออี้ตู ราวกับว่าอยู่กันคนละโลก ทว่าเมื่อเดินทางผ่านจ้าวโจว ไปเยือนหานโจว จนมาถึงกวงโจว กลับเป็นเส้นทางย้อนคืนจากดินแดนกันดาร สู่ดินแดนอันอุดมไปด้วยอารยธรรมอีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น บัดนี้ข่าวลือเรื่องนักพรตแพร่สะพัดไปทั่วดินแดนตอนเหนือ ยิ่งเข้าใกล้เหยียนโจวและเหอโจว ข่าวลือก็ยิ่งสมจริงมากขึ้น จนบางครานักพรตเองก็ไม่กล้าเข้าไปในตัวอำเภอ
เมื่อพ้นแคว้นหานไป ไอความร้อนก็เริ่มระอุขึ้น
แมวสามสีก้าวเดินพลางหันไปพูดกับนักพรต “พวกเราใกล้ถึงกวงโจวแล้วหรือ”
“แม่นางสามสีฉลาดนัก”
“ผู้แซ่ซูอยู่ที่กวงโจว!”
“แม่นางสามสีความจำเป็นเลิศ”
“ข้าได้ยินคนที่โรงน้ำชาข้างทางพูดกันน่ะ”
“เช่นนั้นก็เรียกว่าจำได้แม้ฟังผ่านหู”
“พวกเราจะไปหาผู้แซ่ซูหรือ”
“ไปเยี่ยมเขาสักหน่อยก็ดี”
“ไปเยี่ยมเขา!”
แมวน้อยพลันแสดงท่าทีดีใจขึ้นมา
ในยุคสมัยนี้ ใต้หล้านั้นกว้างใหญ่เกินไป การได้พบพานกันอีกคราหลังจากต้องพรากจาก ล้วนเป็นเรื่องยา