ั้น
ยิ่งไปกว่านั้นยามที่คุณชายผู้นี้ออกเดินทาง ก็มักมีแมวสามสีและนกนางแอ่นคอยโฐติดตามไปอยู่เสมอ
เถ้าแก่ก็มักจะเล่าเรื่องนี้ให้ภรรยาฟังเป็นเรื่องเล่าก่อนนอน หรือนำไปพูดคุยกับญาติสนิทมิตรสหาย ทุกคนต่างเห็นพ้องว่าคุณชายผู้นี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นผู้บำเพ็ญมากวิชาแน่นอน
ล่วงเข้าสู่ต้นเดือนสอง
นักพรตก้าวออกจากโรงเตี๊ยมอีกครั้ง ด้านซ้ายมีเด็กหญิงสวมชุดสามสี ส่วนด้านขวามีหนุ่มน้อยในชุดขาวดำเดินขนาบข้าง
“คุณชายจะออกไปข้างนอกอีกแล้วหรือ” เถ้าแก่เอ่ยทัก ทว่าสายตากลับเหลือบมองด้านหลังเขาโดยไม่รู้ตัว
“ใช่แล้ว”
“จะไปที่ใดหรือ”
“ออกไปเดินเล่นนอกตัวอำเภอเสียหน่อย เห็นว่าช่วงนี้หิมะเริ่มละลายแล้ว ข้าว่าจะไปเดินริมแม่น้ำน่ะ” นักพรตหันมายิ้ม “อีกไม่กี่วันคงได้ลาท่านแล้ว”
“น้ำแข็งบนผิวแม่น้ำเปราะบางนัก ทุกปีล้วนมีคนพลัดตกลงไป คุณชายโปรดระวังตัวด้วย”
“ขอบคุณที่เตือน”
นักพรตประสานมือขอบคุณ แล้วเดินออกไปจากโรงเตี๊ยมทันที
เถ้าแก่ยังคงมองตามพวกเขาต่อไป
เดิมทีเถ้าแก่คิดว่าตนแอบมองได้แนบเนียน คงไม่ถูกจับได้ ทว่าเด็กหญิงผู้สะพายย่ามกลับหันมาเหลียวมองอยู่บ่อยครั้งด้วยแววตาอันเปี่ยมด้วยความสงสัย พลันนึกถึงที่ญาติๆ ของเขาเคยกล่าวว่าเด็กหญิงผู้นี้อาจจะเป็นแมวกลายร่างมา เถ้าแก่จึงได้แต่รีบเบือนสายตาหนี แสร้งทำเป็นมองที่อื่น
นอกอำเภอมีแม่น้ำสายหนึ่งนามว่า ‘แม่น้ำมั่วสุ่ย’ เล่าขานกันว่าต้นไผ่หมึกอันเป็นที่มาของ