เรื่องด้วยความลืมตัว
ซ่งโหยวเห็นบางคนฟังจนเหม่อ แม้ความตื่นเต้นก็ลืมสิ้น ลมหายใจหนักอึ้ง ราวกับเพียงแค่ได้รับฟังเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ก็รู้สึกว่าตนนั้นเป็นเพียงเศษผงเล็กจ้อยในห้วงกาลเวลา ต้เหนื่อยอ่อนจนแทบหายใจไม่ทัน
ส่วนนัยน์ตาของเด็กชายนั้นทอประกายระยับมานานแล้ว
ครั้นนักเล่าเรื่องหยุดพัก เด็กชายก็หอบหายใจแรง มัวใจลอยปรารถนาอยากให้ตนโตกว่านี้อีกสักหน่อย จะได้ติดตามแม่ทัพออกศึก สร้างเกียรติยศไร้เทียมทาน จารึกชื่อไว้ชั่วกาล
จนเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นนักพรตกำลังมองมา จึงรีบสงวนท่าที ยืดอกเก็บสีหน้า เสแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง หารู้ไม่ว่านักพรตรู้เห็นทุกสิ่งเพียงแต่ไม่เอ่ยออกมาเท่านั้น
นักพรตเพียงยกยิ้ม ไม่เอ่ยทักท้วง
“ช่วงนี้จอมยุทธ์น้อยว่างนักหรือ”
เด็กชายตอบอย่างสงบนิ่ง
“ช่วงใกล้ปีใหม่ คนเข้าออกเมืองมากขึ้นก็จริง แต่คนต้องการคนนำทางกลับไม่ต่างจากทุกวันหรอก ก็พอได้หยุดพักบ้าง”
“ก็ควรได้พักบ้าง” นักพรตเอ่ยเสียงอ่อนโยน “มองจากแววตาเจ้าแล้ว ข้าเห็นร่องรอยความอิดโรย แม้เลือดลมยังไหลเวียน แต่กลับแฝงเงามัว เป็นสัญญาณของโรคภัยจากความเหนื่อยล้าสะสม หากปล่อยไว้เนิ่นนาน จะกลายเป็นโรคเรื้อรัง ถึงวัยชราก็จะยิ่งหนักหนา”
“ท่านรู้ศาสตร์การแพทย์หรือ”
“ข้าเป็นนักพรต”
“….”
เด็กชายถึงกับเผยท่าทีกระอักกระอ่วน ใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำ แต่ยังฝืนสงวนท่าที ก่อนจะเริ่มถามต่อ
“แล้วโรคเรื้อรังนี่จะเป็นอย