ตรอกเก่าแก่คับแคบจนเกวียนหรือรถม้าไม่อาจผ่านไปได้ มีคราบด่างบนผนังและตะไคร่เขียวเกาะตามเชิงกำแพง ล้วนเป็นร่องรอยที่กาลเวลาได้ฝากไว้แก่อำเภอเล็กๆ แห่งนี้ เด็กชายอายุราวสิบกว่าปีในชุดเก่าๆ นำทางนักพรตหนุ่มผ่านตรอกนั้นมา ภาพที่เห็นก็ยังกลมกลืนพอสมควร ทว่าหากมองที่เบื้องหลัง มีแมวสามสีตามติด และนกนางแอ่นบินอยู่เหนือ จะกลมกลืนหรือไม่ก็คงแล้วแต่สายตาคนมอง
เด็กชายชำเลืองมองแมวเป็นระยะ แล้วก็แอบเหลือบตามองนกบนหัวพรตบ้าง แววตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกมา
เสียงของนักพรตดังขึ้นข้างกาย
“ดูท่าทีเจ้าแล้ว คงเป็นชาวยุทธ์กระมัง”
“ก็แค่เที่ยวหาอาหารประทังชีวิตเท่านั้น”
“มิทราบว่าเจ้ามีนามว่าอย่างไร”
เด็กชายนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนหันมาสบตาเขา
“ไม่ใช่ว่าท่านนักพรตควรบอกนามตนก่อนหรือ”
ซ่งโหยวจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“เสียมารยาทแล้ว ข้ามีนามว่าซ่งโหยว แมวสามสีที่อยู่ข้างกายนี้ มีนามว่าแม่นางสามสี นับแต่ปลายฤดูร้อนในปีแรกของรัชศกหมิงเต๋อ เราสองก็ร่วมเดินทางไปทั่วหล้า จนบัดนี้ก็ผ่านมากว่าห้าปีแล้ว”
เด็กชายเงียบไปอีกครั้ง ก่อนจะเบี่ยงตัวโค้งคำนับ “ข้าน้อยแซ่สวี่ นามชิวอัน”
“ช่างเป็นชื่อที่ไพเราะ”
“จะไพเราะหรือไม่ ก็ไม่เกี่ยวกับข้าหรอก”
“ดูท่าเจ้าคงฝึกวรยุทธ์ด้วยกระมัง”
“ยามว่างฝึกไว้ป้องกันตัว ไม่อาจเรียกได้ว่าฝึกยุทธ์หรอกท่าน” เด็กชายตอบเรียบๆ สุภาพนัก ไม่มีความหุนหันแบบเด็กน้อยทั่วไป ราวกับ