่านออกไปเอง”
“ออกไป…”
หัวใจของต่งจื้อพลันสั่นไหว หวั่นเกรงว่าประโยคต่อไปที่ได้ยิน จะเป็นเพียงการล่อลวงของนักพรตเหมือนจะปลอบให้เขาหลับไป แล้วพอสะดุ้งตื่นกลับพบว่าตนยังนอนขดอยู่กลางป่าท่ามกลางหมอกพิษ ร่างแข็งทื่อไร้เรี่ยวแรง รอบกายไร้ซึ่งนักพรต กองไฟ โจ๊ก หรือแม้แต่กวางทิพย์กับต้นชิงถง
แต่โชคดีที่นักพรตหาได้พูดเช่นนั้นไม่ หากแต่บอกให้เขากินต่ออย่างสบายใจ พลางชวนสนทนาเรื่อยเปื่อย
ต่งจื้อรู้สึกว่าร่างกายอบอุ่นขึ้น ใจคลายความตึงเครียด แต่ก็มีลางไม่สู้ดีผุดขึ้นมาอีกครั้ง
แล้วก็เป็นจริงตามคาดเมื่อนักพรตปริปากกล่าวต่อ
“ท่านเพิ่งผ่านทั้งความหนาว ทั้งความหิว ร่างกายทรุดโทรม แถมยังดูดซึมหมอกพิษเข้าไป ถึงจะดื่มกินอาหารร้อนๆ แล้วฟื้นคืนสติ ก็ยังไม่ควรฝืนกาย หากไม่พักผ่อนเกรงว่าหลังพ้นป่านี้ไปจะทิ้งโรคไว้ชั่วชีวิต อยู่พักที่นี่เถิด หลับไปก่อน พรุ่งนี้เช้าพวกข้าจะปลุกแล้วพาออกไป ขอท่านจงวางใจ”
ต่งจื้อได้ยินถึงกับหัวใจร่วงวูบ
มันมาอีกแล้ว…มันมาแล้ว…บรรยากาศตรงหน้านี้ แม้แต่คำพูดก็ช่างคุ้นหูยิ่งนัก
จึงเพิ่งตระหนักขึ้นได้ว่าที่นี่มีหมอกพิษ หากไร้ยันต์คุ้มครอง จะหน้ามืดเวียนหัว เนื้อหนังเน่าเปื่อย ริมฝีปากแตกเป็นแผล แต่ตนกลับหาได้รู้สึกสิ่งใดไม่ ตื่นมาแล้วกลับรู้สึกสดใส เหมือนหมอกนี้เป็นเพียงควันจางทั่วไป
“ซวยแล้ว…”
เกรงว่านอนหลับครานี้ อาจมิได้ลืมตาขึ้นมาอีก หรือหากตื่นขึ้น ก็อาจกลับไปนอนขดอยู่กลางป