……………
ใต้ร่มไม้ชิงถงสูงเสียดฟ้า กองไฟกลางพงไพรดูช่างเล็กจ้อยเหลือเกิน เปลวเพลิงวูบไหวอยู่ท่ามกลางหมอกพิษหนาทึบ แสงไฟจึงส่องไปได้ไม่ไกลนัก นักพรตหนุ่มนั่งบนผ้าสักหลาดขนแกะ แบ่งผ้าห่มผืนบางให้ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม
น้ำในหม้อเดือดพล่าน
นักพรตตักน้ำร้อนใส่ถ้วย แล้วยื่นให้ชายผู้นั้น
“ระวังร้อน”
“ขอบคุณท่าน”
“ข้าซ่งโหยว มาจากอำเภอหลิงเฉวียน แคว้นอี้โจว ไม่ทราบว่าท่านมีชื่อแซ่อย่างไร”
“อ้อ เสียมารยาทแล้ว ข้าน้อยแซ่ต่ง นามจื้อ เดิมทีมีต้นตระกูลอยู่เย่ว์โจว ครั้งนี้เดินทางมาจากหานโจว”
ต่งจื้อรับถ้วยมา ความอุ่นจากน้ำแผ่ซ่านขึ้นมาทางฝ่ามือ ทำให้รู้สึกสบายใจนัก ไอน้ำร้อนระเหยกระทบใบหน้า ทั้งเปียกชื้นทั้งร้อนผ่าว กลับทำให้คลายกังวลลงได้มาก
สายตาของเขาพลันเลื่อนไปเบื้องหน้า
นักพรตหนุ่มกับเด็กหญิงตัวน้อยอยู่ท่ามกลางหมอกพิษที่เพียงสูดดมก็อาจล้มป่วยได้ แต่ใบหน้าของนักพรตยังคงสงบนิ่ง ส่วนเด็กหญิงก็ดูสะอาดปราศจากคราบไคล
ม้าสีแดงแม้มีรูปร่างผอมบาง แต่ก็ดูออกว่าเป็นม้าเป่ยหยวน แม้ไร้บังเหียนและอาน แต่กลับขนถุงสัมภาระครบครัน
สิ่งประหลาดที่สุดคือ
บนหลังม้ายังมีนกนางแอ่นเกาะอยู่นิ่งๆ ทั้งที่ยามหนาวเหน็บเช่นนี้ไม่น่าจะพบเห็นนกนางแอ่นได้ มิหนำซ้ำยังยืนนิ่งไม่กระพือปีก ดวงตาดำขลับจับจ้องผู้คน เห็นได้ชัดว่านี่หาใช่นกธรรมดา
นักพรตผู้นี้ ดูไม่เหมือนปีศาจผีสาง
ทว่าก็ไม่เหมือนมนุษย์ธรรมดาเช่นกัน
แต่ใครเล่