าจะล่วงรู้
เพราะภูตผีนั้น มักโกหกตบตาผู้คน ไม่ว่าจะด้วยเจตนาดีหรือร้าย ในเรื่องเล่าเก่าแก่ก็มักมีเรื่องเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง
น้ำที่นี่พอเดือดแล้วกลับไม่ร้อนเท่าที่ควร วันนี้อากาศยิ่งหนาวเหน็บ เพียงชั่วครู่ก็เย็นลงไปบ้างแล้ว เขาจรดริมฝีปากลงใกล้ขอบถ้วย ซดน้ำร้อนลงลำคอ ราวกับกลืนกระแสอุ่นไอทิพย์ ทำให้ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากคอลงไปถึงอก
“เหตุใดท่านจึงมาที่นี่”
“ไม่ปิดบังท่าน…”
ต่งจื้อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มเล่า “เดิมทีข้าน้อยเป็นนักเล่าเรื่อง สืบทอดกันมาหลายรุ่น แต่เดิมเล่าอยู่ที่เย่ว์โจว ภายหลังเกิดศึกสงครามจึงลี้ภัยไปยังหานโจว ก็ยังทำอาชีพเดิมอยู่เช่นนั้น”
พูดพลางตัวสั่นสะท้านด้วยความหนาว
“เมื่อเป็นชาวเย่ว์โจว ยามเล่านิทานในโรงน้ำชา มักมีคนขอให้เล่าเรื่องผีสางเทพยดา ก็มักเอ่ยถึงป่าต้นชิงถงทางตอนเหนือของเย่ว์โจวเสมอ แต่จะให้เล่าตามตรงก็น่าขันอยู่บ้าง ข้ากับบรรพบุรุษเล่ามาทั้งชีวิต ก็ล้วนแต่ฟังต่อๆ กันมา หาได้มีผู้ใดเคยเห็นกับตาสักครั้ง”
“จึงคิดมาที่นี่ด้วยตนเองหรือ”
“ก็ทำนองนั้น” ต่งจื้อตอบ “ทุกครั้งที่เล่าจริงจัง มักมีผู้ถามว่า ‘ท่านเคยเห็นด้วยตาหรือไม่’ เราก็มิรู้จะตอบเช่นไร ครั้นอายุก็มากแล้ว ได้ยินว่าภูตผีเคยอาละวาดในแผ่นดินเย่ว์โจว บัดนี้กลับถูกเทพเซียนขับไล่ไปหมดแล้ว ความสงบสุขหวนคืนมา ข้าจึงคิดว่า ไหนๆ ยังเดินไหว ก็อยากมาดูให้เห็นกับตา”
“เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวพลันนึกถึงผู้เฒ่า