จางที่อี้ตู
ท่านผู้นั้นก็สืบทอดวิชาเล่าเรื่องมา บ้างก็ฟังมาจากคำบอกเล่า บ้างก็ฟังมาจากที่บรรพบุรุษเคยพบเห็นจริง ดูทีนักเล่าเรื่องก็ต้องออกแสวงหาข่าวคราวกันเช่นนี้เอง
“ท่านมีฝีมือ”
“เพียงแต่เล่ามาครึ่งชีวิต หากไม่เห็นด้วยตาสักครั้ง ใจย่อมไม่สงบ”
“ทว่าเส้นทางนี้ห่างไกลและลำบากยากเข็ญ ท่านผ่านมาได้อย่างไร”
“ข้าน้อยเป็นชาวเย่ว์โจว แม้อพยพไปหานโจวได้สิบกว่าปีแล้ว เส้นทางนี้ก็ไม่ถือว่าแปลกปลอมหรอก ยามหนีตายจากศึกก็เคยเรียนรู้วิธีเอาชีวิตรอดไม่ให้หิวตาย ครั้งนี้ก็เตรียมเสบียงบ้าง อีกทั้งได้ยันต์ป้องกันพิษจากผู้มีวิชา จึงออกเดินทางจากหานโจวมายังกวงโจว” เขายกถ้วยขึ้นจิบน้ำ พลางเหลือบมองซ่งโหยว “รู้ว่าทางไกลและหายากนัก ข้าออกเดินตั้งแต่เก้าเดือนก่อน แวะเขาเทียนจู้ สุดท้ายก็มาถึงที่นี่ กะเวลาให้ตรงกับวันเหมันตวิษุวัต”
“ตราบใดที่รู้จักหา ไม่เจอภัยใหญ่ ทุกแห่งย่อมมีของกิน เสบียงหมดก็เก็บผลชิงถงมากิน ประทังความหิวได้เช่นกัน”
“ยอดเยี่ยม”
ซ่งโหยวเอ่ยชมโดยไม่ปิดบัง
ผลชิงถงที่นี่ออกผลช่วงปลายปีพอดี หน้าตาคล้ายถั่วเรียงในช้อน พอแกะเปลือกออกต้มกินก็ใช้ได้ เขาเองก็ลองเก็บมากินเมื่อสองวันก่อน จึงรู้ว่าชายผู้นี้ก็มีความพยายามและใจเด็ดเดี่ยวไม่น้อย
“ในเมื่อท่านมาตามหานกศักดิ์สิทธิ์ เช่นนั้นเมื่อสามวันที่แล้ว ท่านได้เห็นนกศักดิ์สิทธิ์โผบินกลางท้องฟ้ายามราตรีหรือไม่” ซ่งโหยวถาม
ต่งจื้อถึงกับชะงัก สีหน้าฉายแ