ววเหม่อลอย ราวกับนึกถึงภาพที่ตนเห็นในคืนนั้น ความรู้สึกยังสะท้านไม่จางหาย
“เห็นแล้วจริงๆ…”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง
นึกถึงเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมาหลายชั่วคน ทุกครั้งเล่าถึงนกศักดิ์สิทธิ์แห่งเย่ว์โจว ต่างก็แต่งเติมให้พิสดารลี้ลับ งดงามเหนือพรรณนา เพื่อให้ผู้ฟังคล้อยตาม แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่า เมื่อเห็นด้วยตาจริง ความงามพิศวงนั้นกลับมากเกินกว่าทุกถ้อยคำที่บรรยาย
โลกนี้มีเรื่องเล่ามหัศจรรย์นับไม่ถ้วน แต่จะมีสักกี่คนได้เห็นกับตา จะมีสักกี่คนได้เห็นนกศักดิ์สิทธิ์ด้วยตาตนเอง
“ตอนนั้นข้าน้อยจึงคิดว่า ต่อให้ต้องหนาวตายที่นี่ ก็ถือว่าคุ้มแล้ว” ต่งจื้อเอ่ยด้วยความจริงใจ “เสียดายอยู่หนึ่งอย่าง…คือยังไม่ได้ออกไปเล่าให้ลูกหลานฟัง”
ว่าจบ เขาชำเลืองมองนักพรตตรงหน้า กุมถ้วยไว้ในมือ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ท้ายที่สุดก็ถามออกมาเสียงเบา
“ไม่ทราบว่า…สิ่งที่ข้าเห็นนั้น เป็นของจริงหรือภาพลวงกันแน่”
“เหตุใดจึงถามเช่นนั้น”
“ข้าน้อยเคยเล่าเรื่องหนึ่ง ว่าท่านสวี่กงแห่งอั๋งโจว เคยนอนกลางถนนยามฤดูหนาว จู่ๆ มีคนปลุกให้ไปกินเลี้ยง บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารอันโอชะ เหล้าองุ่นในถ้วยแก้ว พวกขุนนางผู้ทรงเกียรติพากันต้อนรับ พออิ่มหนำยังพาไปดูร่ายรำบรรเลงเพลง อาบน้ำอุ่น นอนห้องหรู ห่มผ้าสบาย ไร้ควันไฟรบกวน จนกำลังจะหลับใหลด้วยความสุขล้น ก็กลับพบว่าตนยังนอนตัวสั่นอยู่ริมถนน ที่ผ่านมาเป็นเพียงภาพลวงตาก่อนส