ิ้นใจเท่านั้น” ต่งจื้อเอ่ยทั้งสีหน้ากังวล “เรื่องนี้ข้าน้อยก็เล่ามาไม่รู้กี่หนแล้ว”
“น่าสนใจนัก…”
ซ่งโหยวมิได้ย้อนถามทำนองว่า ‘หากเป็นภาพลวงก่อนสิ้นใจ แล้วเรื่องราวนั้นจะถูกเล่าต่อมาได้อย่างไร’ หากแต่เพียงยกยิ้ม
ต่งจื้อส่ายหน้าไปมาพลางเอ่ย “อย่ากล่าวเช่นนั้นเลย ข้าน้อยพอใจแล้ว ต้องขอบคุณท่านมาก”เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อ “เมื่อก่อนยามเล่าเรื่องนี้ มิได้คิดอันใดนัก พอครั้งนี้ไม่คาดคิดว่าคืนก่อนจะมีหิมะตกหนัก ทนหนาวอยู่ใต้ต้นไม้จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด จึงได้รู้ว่าหนาวตายนั้นทรมานเพียงใด ขณะนั้นจึงคิดว่า หากก่อนสิ้นใจได้เห็นภาพลวงตาเช่นนั้นจริง ก็นับว่าดีไม่น้อย หากมิได้ตื่นขึ้นมาอีกก็คงยิ่งดี ถึงแม้จะเป็นฝีมือปีศาจก็ช่าง หากมันต้องการกินข้า ก็ใช้อาคมกล่อมให้ข้าน้อยไม่รู้สึกเจ็บปวด เนื้อจะได้ไม่ขม อย่างไรเสียหากได้ตายอย่างไม่ทุกข์ทรมาน ข้าน้อยก็คงต้องขอบคุณมัน”
ได้ตายอย่างไม่ทุกข์ทรมาน เนื้อจะได้ไม่ขม
ช่างเป็นความคิดที่ประหลาดยิ่ง
ซ่งโหยวฟังออกถึงแววหวาดหวั่นและนัยซ่อนเร้นในถ้อยคำนั้น แต่กลับเพียงยิ้มบางกล่าวว่า“เกรงว่าคงต้องรอจนกว่าจะเดินพ้นป่า กลับไปถึงหานโจว จึงจะรู้ว่าที่พบเห็นนั้น เป็นภาพลวงตาหรือความจริง”
“อาจเป็นเช่นนั้น…”
ขณะนั้น โจ๊กเนื้อกระต่ายก็สุกได้ที่แล้ว ซ่งโหยวยังคงตักให้เขาก่อนเช่นเคย
ซ่งโหยวกวาดสายตาไปโดยรอบ แต่ไม่เห็นร่องรอยกวางที่เคยปรากฏในม่านหมอกพิษ จึงเอ่ยถา