มว่า“ก่อนท่านจะหมดสติ ท่านจำได้หรือไม่ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง”
“ขอบคุณท่าน…”
ต่งจื้อรับถ้วยมาอีกครั้ง
แต่เมื่อได้ยินคำถามก็เผลอจมอยู่กับความคิด
ทบทวนจนกระทั่งนึกออก
“ข้าน้อยจำได้ว่า เมื่อก้าวเข้าป่าแห่งนี้มา ก็เห็นต้นไม้สูงใหญ่ ระยะห่างระหว่างต้นนั้นไกลเหลือเกิน อีกทั้งยังมีหมอกพิษและเมฆหมอกบดบังสายตา มองไม่เห็นทิศทางจึงพลัดหลง ต่อให้พยายามเดินเท่าไรก็ออกไปไม่ได้ได้ วันที่คำนวณไว้ก็คลาดเคลื่อน ยันต์ป้องกันพิษก็หมดพอดี ซ้ำยังมีหิมะตกหนัก ทั้งหนาวทั้งหิว จนในที่สุดก็หมดสติไป” เขาขมวดคิ้วครุ่นคิด “หลังจากนั้นเหมือนจะละเมอ รู้สึกร้อนนัก เหมือนกำลังถอดเสื้อผ้า แล้วก็มีหนุ่มน้อยผู้หนึ่งเดินมาหา ถามว่าข้าน้อยเป็นอะไร แม้ได้ยินเสียงเขาแต่กลับตอบไม่ได้ ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาช่วยสวมเสื้อให้ข้าใหม่ ลากข้ามาไว้ใต้ต้นไม้ คอยกอดประคองมอบความอบอุ่นให้ข้าน้อย”
“เช่นนั้นเอง…”
ซ่งโหยวมองดูเสื้อผ้าของเขา
ซ่งโหยวจึงถาม
“ท่านมิได้สงสัยหรือ ว่าที่นี่ห่างจากจุดที่ท่านสลบไปเกือบสองลี้ เรามาหาท่านเจอได้อย่างไร”
“อันที่จริง…”
ต่งจื้อก็เคยฉงนใจ ทว่าในถิ่นประหลาดเช่นนี้ ยังมีเรื่องเหลือเชื่ออีกมากมาย เทียบกันแล้ว เรื่องนี้กลับมิใช่สิ่งสำคัญนัก
“คุณชายโปรดชี้แนะ”
ซ่งโหยวยิ้มบาง
“ตอนพวกข้ามาถึงที่นี่ก็ได้จุดไฟไว้ เตรียมจะพักผ่อน แต่จู่ๆ กลับมีกวางตัวหนึ่งเดินเข้ามาหา แล้วมันก็พาเราไปยังที่ที่ท่านหมดสติอยู่ ตอนนี้ลอง