มาคิดดู เห็นทีมันคงเห็นควันไฟหรือได้ยินเสียงเราจากที่ไกล จึงมานำทางให้ ถือว่าท่านโชคดีมากแล้ว”
“…”
ต่งจื้อถึงกับนิ่งงันไปครู่ใหญ่
ซ่งโหยวชี้ไปที่เสื้อผ้าของเขา
ต่งจื้อก้มลงมอง
เสื้อผ้าสีเข้มแม้จะขาดรุ่งริ่งและเปรอะเปื้อน แต่ก็เห็นชัดเจนว่า มีขนสัตว์ติดอยู่มากมาย
เหมือนกับขนกวาง
“อา!”
ต่งจื้ออุทานด้วยความตกใจ
เขาเป็นนักเล่าเรื่อง ย่อมเคยได้ยินเรื่องเช่นนี้อยู่บ้าง โดยเฉพาะเมื่อออกพเนจรทางเหนือ
เหมือนเรื่องที่เขามักเล่าให้คนฟัง
ล่ำลือกันว่า บนภูเขาในจ้าวโจวมีพรานป่าผู้หนึ่งล่าสัตว์มาตลอดชีวิต แต่วันหนึ่งกลับติดอยู่ในพายุหิมะ ถูกขังอยู่บนเขา เกือบต้องตายเพราะความหนาวและหิวโหย ทว่าในยามใกล้สิ้นใจ รู้สึกว่ามีใครมากอดไว้ให้อุ่นจนรอดชีวิต พอรุ่งเช้าพายุสงบลง มองไปรอบๆ กลับไม่มีร่องรอยผู้ใดเลย นอกจากขนสัตว์เพียงไม่กี่เส้นเท่านั้น หลังจากนั้นพรานป่าจึงเลิกล่าสัตว์ หันไปประกอบอาชีพอื่นแทน
ทั้งชีวิตเขาเล่าเรื่องเล่าของผู้อื่น
แต่ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่ง
ตนจะกลายเป็นคนในเรื่องเล่าเสียเอง