ึบเงียบสงัดยิ่งนัก มีเพียงเสียงนกแว่วมา ทั้งกังวานและว่างเปล่า ไม่รู้ดังมาจากทิศใด ทุกสิ่งล้วนเต็มไปด้วยความลี้ลับ
ผู้คนเดินอยู่ท่ามกลางนั้น เล็กจ้อยและเดียวดายราวกับมด มักรู้สึกราวกับมีอสูรกายโบราณซ่อนตัวอยู่ในหมอกพิษ คอยแยกเขี้ยวหมายจะฉีกกิน หากจิตใจมิแข็งแกร่ง ถึงแม้ก้าวพ้นหมอกพิษไปได้ ก็มิอาจก้าวข้ามด่านในใจของตนเอง
แม่นางสามสีมีนิสัยระแวดระวัง มักเชิดหน้าขึ้นสูง จับจ้องไปยังส่วนลึกของหมอกพิษ บางครั้งก็เงยขึ้นมองลำต้นชิงถงสูงตระหง่านข้างกาย
ความแจ่มกระจ่างของค่ำคืนก่อน ดูประหนึ่งเป็นเพียงความฝันชั่วข้ามคืนเท่านั้น
หิมะหนาปกคลุมพื้นดินอย่างรวดเร็ว เดิมทีก็มัวหม่นอยู่แล้ว ทว่าบัดนี้ทุกสิ่งพลันกลายเป็นขาวโพลน หากไร้นกนางแอ่นเกาะนำทาง เกรงว่าคงยากจะแยกทิศทางออก
เช่นนี้จึงเดินทางต่อมาอีกถึงสามวัน
เผลออีกทีก็ล่วงเลยเข้าสู่ยามโพล้เพล้
พรึ่บ…
นกนางแอ่นโผบินลงมาจากท้องฟ้า ตบปีกแรงๆ ก่อนลงเกาะบนหลังม้าอย่างแม่นยำ
“ตรงไปตามทิศนี้อีกเพียงไม่กี่สิบลี้ ก็จะพ้นป่าชิงถงแล้ว”
“วันนี้คงเดินไม่พ้นหรอก”
“พรุ่งนี้เช้าเดินพ้นแน่นอน”
“ล้วนเป็นเพราะเจ้านำทาง ขอบคุณมาก”
ซ่งโหยวจึงเอ่ยขอบคุณนกนางแอ่น
ตรงนั้นมีต้นชิงถงใหญ่ต้นหนึ่ง พื้นเบื้องล่างราบเรียบ ปราศจากวัชพืช บางทีเพราะบังลมเหนือไว้ได้ดี พื้นหิมะจึงบางกว่าที่อื่น
ซ่งโหยวเป่าลมหายใจลงบนพื้น หิมะก็ฟุ้งกระจายออก เผยพื้นราบด้านล่างออกมา
เขาลูบแผงคอเจ