้าม้าแดง กล่าวถ้อยคำปลอบประโลม จากนั้นจึงปลดสัมภาระลงวางพิงลำต้นชิงถงใหญ่ แล้วหยิบเอาผ้าสักหลาดและผ้าขนสัตว์ปูบนพื้น เพียงเท่านี้ก็กลายเป็นที่พักสำหรับค่ำคืนนี้
แม่นางสามสีแปลงร่างกลับเป็นร่างเด็กหญิง รีบวิ่งออกไปเก็บฟืนด้วยท่าทีระแวดระวัง แม้เพียงออกไปเก็บฟืน นางก็ต้องถือธงและอัญเชิญเทพแห่งขุนเขาไปคุ้มกันตามเคย ถึงกระนั้นก็ยังไม่กล้าไปไหนไกล
นกนางแอ่นบินวนอยู่บนฟ้า บอกตำแหน่งที่มีฟืนมากให้นาง
ไม่นานกองไฟก็ลุกโชน
ซ่งโหยวนั่งลงบนผ้าขนสัตว์ สะบัดหิมะที่เกาะตามร่าง รอบข้างด้านหนึ่งคือชิงถงใหญ่โตเทียมเรือนที่ ปกป้องเขาจากลมหนาวเหน็บได้พอควร อีกด้านหนึ่งคือกองไฟที่แม่นางสามสีจุด สะเก็ดไฟแตก ความอบอุ่นแผ่ซ่านจนอุ่นตาม แม้ไม่มีหลังคาคลุม แต่กลับรู้สึกอุ่นใจ
ซ่งโหยวโกยหิมะใส่ลงหม้อเล็กจนเต็ม แล้วนำไปวางบนกองไฟ รอให้ความร้อนค่อยๆ หลอมละลายมัน
ทันใดนั้น เด็กหญิงที่กำลังใส่ฟืนลงกองไฟกลับสะดุ้งหันขวับไปอีกด้าน สีหน้าขึงขัง ดวงตาไม่กะพริบ
ยามโพล้เพล้แสงมัวหม่น หมอกพิษหนาทึบ มองไม่ถนัดนัก
เด็กหญิงยังคงเพ่งมองไม่ละสายตา มือกลับยังคงขยับ ใส่ฟืนลงในกองไฟอย่างเป็นจังหวะ จัดวางให้เรียบร้อย จากนั้นจึงชักมือออกมาแผ่วเบา แล้วแอบล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ครั้นดึงออกมาก็มีธงสามเหลี่ยมผืนเล็กอยู่ในมือ
“แม่นางสามสี อย่ากังวลไปเลย”
ซ่งโหยวกดมือลงกับมือเล็กๆ ของนาง พลางกล่าวช้าๆ
“มันหาได้มีเจตนาร้าย”
“หืม…”
เด็กหญิ