งหันมาจ้องเขาอย่างงุนงง เอ่ยว่า “เป็นแพะภูเขา”
“เป็นกวางต่างหาก”
“กวาง!”
“ใช่แล้ว”
“กินได้ด้วยน่ะสิ”
“แต่มันเป็นภูต”
“ภูตหรือ……”
แม่นางสามสีจึงเผยสีหน้าเสียดายออกมา
ต้นชิงถงใหญ่โตดั่งเช่นในตำนาน ป่าลึกหมอกหนา กวางน้อยยืนนิ่งอยู่ห่างไกล แม้เงาเลือนราง แต่ดวงตากลับจับจ้องมายังพวกเขาไม่วาง
“มันจ้องเราอยู่!”
“อืม ใช่แล้ว”
ซ่งโหยววางหม้อไว้แล้วลุกขึ้น โดยหันไปกำชับนกนางแอ่นบนหลังม้า
“รบกวนเจ้าช่วยอยู่เฝ้าม้ากับกองไฟ ข้ากับแม่นางสามสีจะไปดูว่ามันต้องการสิ่งใด”
“หมาป่า จงออกมา!”
เด็กหญิงสะบัดธงในมือ
พรึ่บ…
ทันใดนั้นควันดำสิบกว่าสายพลันพวยพุ่งออกจากธง เมื่อตกลงสู่พื้นก็กลายร่างเป็นหมาป่าทุ่งหญ้าตัวใหญ่กำยำ
บัดนี้พวกมันคุ้นเคยกับนายใหม่เป็นอย่างดี ประหนึ่งมีใจตรงกัน เพียงปรากฏกาย ก็พร้อมหันขวับตามสายตาของเด็กหญิง พอเห็นนางจับจ้องไปเบื้องหน้า พวกมันก็หันหน้าไปยังทิศที่มีกวางปรากฏอยู่ทัอย่างพร้อมเพรียง
เด็กหญิงชูมือซ้าย ชี้ไปทั้งสองทาง พลางโบกธงในมือขวา ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาและชัดเจน
“อย่าไปกัดนะ”
ฝูงหมาป่าพลันแยกตัวออกเป็นสองฝั่ง เคลื่อนไหวอย่างมีระเบียบวินัยนัก
“แม่นางสามสีเก่งกาจจริงๆ”
ในแดนแปลกถิ่น พบแขกผู้ไม่คุ้นเคย ความระวังของแม่นางสามสีย่อมควรแก่การชื่นชม ซ่งโหยวจึงมิได้ตำหนิว่าเป็นการเสียมารยาท กลับชมออกมา ก่อนจะก้าวต่อไป มุ่งหน้าไปหาเจ้ากวางตรงหน้า
เมื่อกวางตัวนั้นเห็นฝูงหมาป่า ก็เหมือ