นจะหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่หาได้วิ่งหนีไปไม่ หากยังคงยืนนิ่งรอซ่งโหยวอยู่ตรงนั้น
จนเมื่อเขาและเด็กหญิงเดินเข้าไปใกล้สักหน่อย มันจึงเริ่มออกเดิน แต่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็หยุดลง แล้วหันกลับมาแลซ่งโหยว มองรอบด้านครั้งแล้วครั้งเล่า แม้มีตบะแล้ว แต่กฎแห่งฟ้าดินที่สรรพสิ่งย่อมมีศัตรูโดยธรรมชาติ หาใช่สิ่งจะเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย สำหรับภูตกวางที่ยังมิได้มีพลังสูงส่งนัก ฝูงหมาป่าก็ยังคงเป็นภัยคุกคาม หมาป่าที่ซ่อนอยู่กลางหมอกก็ยิ่งสร้างความกดดันให้มัน
“เราควรขวางมันไว้หรือไม่”
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นถามพรตหนุ่ม
“แม่นางสามสี เจ้าดูไม่ออกหรือว่ามันต้องการสิ่งใด” นักพรตหนุ่มก้มลงสบตานาง กล่าวเสียงสงบนิ่ง “มันแค่อยากนำทางพวกเราไปยังที่แห่งหนึ่งเท่านั้น”
“เช่นนั้นเราจะทำอย่างไร”
“ก็ตามมันไปก็พอ”
กวางยังคงรักษาระยะห่างไม่ใกล้ไม่ไกล จากนั้นเดินนำไปเป็นเวลาราวหนึ่งก้านธูป ก่อนที่มันจะหันไปเหลียวมองทางหนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็วิ่งหายไป
กวางน้อยคล่องแคล่วว่องไว เพียงพริบตาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
“หือ!”
เด็กหญิงรีบหันไปมองพรตหนุ่ม
“ไปดูกันเถิด”
นักพรตหนุ่มจึงนำเด็กหญิงเดินไปยังที่ที่กวางเคยยืนอยู่ ตามทิศที่มันเหลียวมอง
ใต้ต้นชิงถงใหญ่ กลับมีคนผู้หนึ่งนอนอยู่
ชายวัยกลางคนกำลังนอนหลับโดยห่มผ้าหนา ใบหน้ามีฝีหนอง ริมฝีปากพุพอง สวมเสื้อผ้าขาดวิ่น ขดร่างแน่นิ่งอยู่กับพื้น ร่างกายเต็มไปด้วยขนกวาง
“…”
นักพรตหนุ่มเห็นเช่นนั