่อให้เป็นเพียงแขกเหรื่อบนโลกปุถุชน ได้ชื่นชมทิวทัศน์ทั่วหล้า วันหนึ่งก็ต้องหาที่พำนัก เร้นกายหนีโลกีย์ ย่อมเทียบการหลอมรวมเข้ากับโลกไม่ได้ เมื่อถึงวันนั้น เจ้าคงเข้าใจแล้วกระมัง’
พลันมีเสียงลมตีดังขึ้นจากด้านหลัง
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
นกปาเกอขนสีดำสนิทบินโฉบเข้ามา
มือเหี่ยวย่นที่กำพู่กันแน่นชะงักไปเล็กน้อย เอ่ยถามโดยไม่หันกลับไปมอง “แขกไปแล้วหรือ”
“ข้าแจ้งไปว่าร่างกายเจ้าทรุดโทรมลงมาก เกรงว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน จึงบอกพวกเขาว่าปีหน้าไม่ต้องมาแล้ว ให้รออีกยี่สิบปี ไว้เด็กนั่นกลับมา ค่อยมาที่นี่อีกครั้ง”
“เจ้าพูดเก่งกว่าข้าเสียอีก”
“จะให้ข้านำจดหมายไปส่งให้เขาเลยหรือไม่”
“รอให้ข้าตายก่อนแล้วค่อยส่งเถิด”
“เจ้า…”
“จะมีอะไรหนักหนาเล่า”
นักพรตเฒ่าถือพู่กัน มองจดหมายตรงหน้า
หากนางกลัวตาย ความตายจะเอาชนะนางได้อย่างไร
เพียงแต่เมื่อมานั่งอยู่ตรงนี้ ถือพู่กันไว้ในมือ จ้องมองจดหมายที่เขียนเสร็จแล้ว ความรู้สึกอันเลือนรางพลันถาโถม นางอดไม่ได้ที่จะนึกถึงศิษย์ของตน จากนั้นก็หวนระลึกถึงอาจารย์ของตนอีกทอดหนึ่ง
ครั้งเยาว์วัยเคยเล่นสนุกอยู่ในสำนัก เป็นเพียงเด็กหญิงตัวน้อยคนหนึ่ง ยามลงเขาออกพเนจร ก็เป็นแค่นักพรตหญิงเท่านั้น ไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งตนจะมีผมขาวโพลน นั่งเขียนจดหมายถึงศิษย์ที่ลงเขาไป
ทันใดนั้น นางก็เข้าใจความนึกคิดของอาจารย์แล้ว
“…”
นักพรตเฒ่าส่ายหน้าทั้งรอยยิ้ม ปริปากเอ่ยกับนกปาเกอข้างหลังว่า
“