หากข้าตายก็จงฝังข้าไว้ข้างอาจารย์ ข้าคิดถึงเขาเหลือเกิน”
เอื้อยเอ่ยด้วยเสียงอันแผ่วเบาเสมือนเป็นเรื่องล้อเล่น
แต่นกปาเกอก็ไม่ได้ตอบสนอง
นักพรตเฒ่าหาได้ใส่ใจ เพียงก้มหน้าเขียนต่อ
“ข้าไม่เคยสนใจเจ้า และไม่คิดจะสนใจเจ้าด้วย เพียงหวังว่าเจ้าจะได้ไปเยือนสถานที่แสนสงบ ไม่ว่าอยู่แห่งหนใด ย่อมมีหนทางแห่งการบำเพ็ญและเป็นอิสรเสรี”
นักพรตหนุ่มพลันลืมตาขึ้น
แท้จริงแล้วเป็นเพียงความฝัน…
“…”
นักพรตส่ายหัว เห็นตนเองยังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น ก็อดหัวเราะเบาเบาๆ ไม่ได้
เงยหน้ามองม่านรัตติกาล ท้องฟ้ายังแจ่มใส ปราศจากร่องรอยนกศักดิ์สิทธิ์ ผืนป่าเงียบสงัด มีเพียงเสียงไฟลุกข้างกาย
นักพรตเอื้อมมือไปหยิบฟืนมาเติม
แมวสามสีก็นอนขดอยู่ตรงหน้าแข้งเขา ห่มผ้าคลายหนาวด้วยกัน ไม่รู้ว่านางหลับหรือไม่ แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของเขา ก็ค่อยๆ ลืมตาโผล่หัวออกมามอง
“ไม่เป็นไร…”
เสียงซ่งโหยวสงบนิ่ง เขาดึงผ้าห่มคลุมตัวนางอีกครั้ง “ข้าแค่ฝัน”
“ฝันเห็นอะไรหรือ”
แม่นางสามสีเอ่ยเสียงแผ่วเบา ยิ่งลอดออกมาจากใต้ผ้าห่มก็ยิ่งเบากว่าเดิม
“อธิบายไม่ถูก”
“นกศักดิ์สิทธิ์มาแล้วหรือ”
“ยังไม่มา”
“หรือมันแอบบินไปแล้ว”
“คงไม่หรอก”
“นักพรตนอนเถอะ แม่นางสามสีเฝ้าแทนเอง”
แมวน้อยพูดเช่นนั้นแล้วก็เริ่มดีดดิ้น หมายจะโผล่ออกมาจากใต้ผ้า
“ไม่เป็นไร”
นักพรตเอ่ยเสียงเบา ราวกับกลัวจะทำลายความเงียบสงัดยามราตรี “หากนกศักดิ์สิทธิ์บินผ่านมา ข้าย