โลหิต แสงจันทร์ฉายลงผืนทรายเหลือง มีเพียงภูตผีคอยเฝ้าศพ จากนั้นก็เหลือเพียงโครงกระดูกกองทั่วทุ่ง รัศมีพันลี้ไร้เสียงไก่ขัน ไม่รู้ว่ามีดวงวิญญาณอาฆาตค้างคาอยู่สักเท่าใด
ครั้นลืมตาตื่นอีกครั้ง ก็พบว่าดวงจันทร์ลับหายไปแล้ว เหลือเพียงหมู่ดาวพราวพร่างสว่างไสวเต็มท้องฟ้า กองไฟข้างกายก็เหลือเพียงถ่านแดงฉาน ไร้เปลวเพลิงลุกโชน
“ยามห้าแล้วนะ…”
ความหนาวเหน็บยิ่งทวีคูณ
ซ่งโหยวเงยหน้ามองฟ้าอีกครั้ง แล้วกวาดตามองกองไฟที่มอดลง ฟืนถูกเผาจนหมด เกรงว่าคงไม่อาจข่มตาหลับได้อีก จึงเลิกผ้าห่มขึ้น
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
นกนางแอ่นบินลงมาเกาะกิ่งไม้ตรงหน้า
“ให้ข้าไปหาฟืนมาอีกหรือไม่”
“ไม่ต้องหรอก”
“เช่นนั้นพวกเรา …”
“เก็บของแล้วออกเดินทางกันเถิด”
ไม่นานนัก หนึ่งคน หนึ่งแมว หนึ่งม้าก็ออกเดินทางอีกครั้ง
คราวนี้มีนกนางแอ่นบินตามหลังมาด้วย
เดินไปได้ไม่ไกล ก็เข้าสู่ป่าต้นชิงถง
มองจากภายนอกผืนป่านี้ดูหนาแน่น แต่เมื่อเข้าไปแล้วกลับพบว่าต้นไม้แต่ละต้นขึ้นห่างกันมากนัก เพียงแต่เพราะล้วนเป็นไม้ใหญ่สูงชะลูด จึงทำให้เข้าใจผิดว่าหนาทึบ ที่ว่างระหว่างต้นไม้ มีเพียงพืชคลุมดินกับพุ่มไม้เตี้ยๆ หาใช่ไม้ยืนต้น แทบไม่ต่างอะไรกับทุ่งราบเลย
ผู้คนเดินแทรกระหว่างกลางยิ่งดูเล็กจ้อย
ซ่งโหยวเดินไปตามเส้นทางที่นกนางแอ่นบอกทีละก้าว มุ่งหน้าไปยังต้นไม้ใหญ่กลางป่า คล้ายกำลังครุ่นคิดถึงบางอย่าง แต่ในขณะเดียวกันก็ว่างเปล่า
แม้ในใจจะเสียดาย แต