่อนบอกเที่ยวรถช้าๆ เสียงประกาศจากลำโพงที่มีคลื่นแทรกดังแจ้งเตือนการตรวจตั๋วซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในห้องขายตั๋ว แถวคนต่อยาวเหยียดเหมือนงูกินหาง เลื้อยจากหน้าเคาน์เตอร์ยาวไปจนถึงประตูทางเข้า
หน้าตาแต่ละคนเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและร้อนรน
อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหงื่อ กลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และกลิ่นบุหรี่ราคาถูกตีกันมั่วไปหมดจนปวดหัว
เซี่ยตงสูดหายใจลึก เดินไปต่อท้ายแถวเงียบๆ
ข้างหน้าเขาเป็นพี่ชายแรงงานแบกกระสอบปุ๋ยใบยักษ์ ผิวคล้ำเกรียม เสื้อยืดเปียกชุ่มเหงื่อแนบติดแผ่นหลัง
ถัดไปข้างหน้าอีก เป็นครอบครัวพ่อแม่ลูก ลูกร้องจะกินโค้ก แม่ก็ดุด้วยความรำคาญ
“ยุคไหนแล้วเนี่ย ซื้อตั๋วใบเดียวลำบากฉิบหาย!”
มีคนในแถวบ่นเสียงดัง
“นั่นสิ ถ้าซื้อตั๋วจากที่บ้านได้ ใครจะอยากมาทรมานตรงนี้วะ”
อีกคนผสมโรง
เซี่ยตงฟังเสียงบ่นแล้วรู้สึกปนเป
เขานึกถึงยุคหลังที่สะดวกสบายถึงขีดสุด
แค่ขยับนิ้ว ตั๋วเครื่องบิน รถไฟ โรงแรม ทุกอย่างจัดการได้หมดจด
ออกจากบ้านพกแค่มือถือเครื่องเดียว
สแกนมือถือเข้าสถานี สแกนมือถือจ่ายเงิน
คนยุคนั้นคงนึกภาพความโกลาหลตรงหน้านี้ไม่ออก
นี่คือ “กลิ่นอายชีวิต” ที่วุ่นวายแต่เปี่ยมพลัง แบบฉบับปี 2008 แท้ๆ
เขายืนต่อแถวอยู่ชั่วโมงครึ่ง
พอได้มายืนหน้ากระจกหนาเตอะของช่องขายตั๋ว ขาเขาก็แทบจะไม่ใช่ของตัวเองแล้ว
“ไปหางโจว วันนี้ รอบที่เร็วที่สุด”
เขาบอกพี่สาวหน้าตายในช่องขายตั๋ว
“K819 ตั๋วนั่งแข็ง ยังมีที่ เอาไ