จริงนะ?”
“จริงสิ ผมกินจุนะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน” เซี่ยตงพูดติดตลก
ในที่สุดจ้าวเหมิงก็ยิ้มออก รอยยิ้มท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็นนั้น ใสซื่อบริสุทธิ์เหมือนคริสตัล
“ไม่เสียใจแน่นอน!”
ทั้งคู่ไปร้านอาหารตามสั่งในตัวเมือง
เป็นเวลาอาหารเย็นพอดี ในร้านคนพลุกพล่าน อบอวลด้วยกลิ่นอาหารและเสียงคุยโขมงโฉงเฉง ได้บรรยากาศชีวิตชีวา
จ้าวเหมิงดูเหมือนจะเป็นลูกค้าประจำ สั่งเมนูแนะนำอย่างคล่องแคล่ว
ไก่ผัดเม็ดมะม่วง หมูเส้นผัดเปรี้ยวหวาน เต้าหู้ทรงเครื่อง
เป็นกับข้าวธรรมดาๆ ที่กินกับข้าวสวยร้อนๆ แต่อร่อยล้ำและเยียวยาจิตใจที่สุด
ช่วงแรก บรรยากาศยังเกร็งๆ อยู่นิดหน่อย
เพราะนอกจากเรื่องขับรถ ดูเหมือนพวกเขาจะไม่มีเรื่องคุยกันเท่าไหร่
จ้าวเหมิงก้มหน้าก้มตาเคี้ยวข้าวคำเล็กๆ แอบชำเลืองมองเซี่ยตงแวบหนึ่งเป็นพักๆ แล้วก็รีบก้มหน้ากลับไป แก้มแดงปลั่ง
เซี่ยตงไม่ถือสา ชาติที่แล้วเขากินข้าวกับกรรมกรก่อสร้าง กินเลี้ยงกับโปรแกรมเมอร์ใส่เสื้อลายสก๊อต ผ่านมาทุกสังเวียน เขาเลยเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนา
“เลือกคณะเสร็จเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย?”
นี่คือหัวข้อที่ปลอดภัยและสำคัญที่สุดสำหรับเด็กที่เพิ่งสอบเสร็จ
เป็นไปตามคาด ตาของจ้าวเหมิงเป็นประกาย เธอวางตะเกียบลง
“เรียบร้อยแล้ว ฟังคำแนะนำของนาย ลงคอมพิวเตอร์ไป”
“อื้มๆ วันแรกที่เจอที่โรงเรียนสอนขับรถก็ได้ยินคุณพูดแล้ว แต่ยังไม่รู้เลยว่ามหาลัยไหน?” เซี่ยตงเริ่มสนใจ
“มหาวิทยาลัยไปรษณีย์และโท