ึงภายในหนึ่งชั่วโมง”
วางสายเสร็จ เซี่ยตงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
ในที่สุดเรื่องนี้ก็เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์
พอหันกลับไป ก็เจอเซี่ยเจี้ยนกั๋วกับจางเหว่ยหมิงมายืนซ้อนหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ชายวัยกลางคนสองคน ยืนทำหน้าสงสัยใคร่รู้เหมือนยักษ์เฝ้าประตูวัด
“ลูก… ลูกทำอะไรของลูกน่ะ?” เซี่ยเจี้ยนกั๋วอดถามไม่ได้ เสียงเขาเต็มไปด้วยความงุนงง
เมื่อกี้เขาได้ยินแค่ลูกชายคุยโทรศัพท์ เดี๋ยวก็ “พันบ้าน” เดี๋ยวก็ “ต่อราคา” ท่าทางและน้ำเสียงนั่น ดูภูมิฐานกว่าเขาที่เป็นเถ้าแก่มาหลายสิบปีซะอีก
นี่ใช่ลูกชายขี้อายคนเดิมที่ไม่กล้าคุยกับคนแปลกหน้าจริงเหรอ?
“พ่อ ผมกำลังติดต่อขนส่งอยู่”
เซี่ยตงชี้ไปที่แจ้งเตือนออเดอร์ใหม่ที่เด้งรัวๆ บนหน้าจอ
“ดูสิ ของเราต้องส่งออก ก็ต้องหาบริษัทขนส่งมารับ”
เซี่ยเจี้ยนกักลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ มองตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บนหน้าจอ
เขารู้สึกเหมือนโลกทัศน์ของตัวเอง กำลังถูกลูกชายวัย 18 ทุบจนแตกละเอียด แล้วค่อยๆ ก่อร่างสร้างขึ้นมาใหม่ทีละชิ้นๆ
ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา
ประตูเหล็กสนิมเขรอะของโรงงานก็ถูกผลักออก
ผู้หญิงสวมชุดสูทกระโปรงทำงาน ดัดผมลอนใหญ่ เดินสับส้นสูง “ตึก ตึก ตึก” เข้ามา
เธอดูน่าจะอายุประมาณ 35-36 แต่งหน้าสวยเป๊ะ บุคลิกดูเป็นสาวมั่นวัยทำงานที่มีเสน่ห์และคล่องแคล่ว