ั่งดูทีวีอยู่บนโซฟา รายการทีวีกำลังฉายข่าวการนับถอยหลังสู่โอลิมปิก
เซี่ยตงเดินเข้าไป หยิบแตงโมมาหนึ่งชิ้น แต่ยังไม่กิน
เขามองใบหน้าด้านข้างที่ดูเหนื่อยล้าของพ่อแม่ รวบรวมความกล้า แล้วเอ่ยปาก
“พ่อครับ แม่ครับ ผมมีเรื่องอยากปรึกษาหน่อย”
เซี่ยเจี้ยนกั๋วและโจวอวิ๋นฟางหันมามองเขาพร้อมกัน
“มีอะไรเหรอ? ทำไมทำหน้าเครียดจัง” โจวอวิ๋นฟางยิ้ม พยายามผ่อนคลายบรรยากาศ
“เรื่องโรงงานครับ”
น้ำเสียงของเซี่ยตงเรียบนิ่ง แต่คำที่หลุดออกมาทำให้สีหน้าของพ่อแม่เปลี่ยนไปทันที
อากาศในห้องรับแขกเหมือนจะแข็งตัว
เซี่ยเจี้ยนกั๋ววางรีโมตทีวีลง ขมวดคิ้ว “แกไปฟังใครพูดอะไรมา?”
“ผมเดาเอา” เซี่ยตงไม่อ้อมค้อม “หลายเดือนมานี้ พ่อกับแม่กลับบ้านดึกขึ้นเรื่อยๆ ถอนหายใจก็บ่อยขึ้น เมื่อกี้ตอนกินข้าว ผมเห็นมือถือพ่อดังหลายรอบ พ่อก็กดตัดสายทิ้ง น่าจะเป็นเจ้าหนี้โทรมาทวงใช่ไหมครับ?”
เซี่ยเจี้ยนกั๋วอ้าปากค้าง แต่พูดไม่ออก
ขอบตาของโจวอวิ๋นฟางแดงก่ำขึ้นมาทันที
“อาตง อย่าคิดมาก ไม่มีอะไรหรอก มีพ่อกับแม่อยู่ทั้งคน…”
“แม่ครับ ผมอายุ 18 แล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้วนะ” เซี่ยตงพูดแทรกด้วยแววตามุ่งมั่น “เรื่องในบ้าน ผมมีสิทธิ์ที่จะรู้ และควรจะมีส่วนรับผิดชอบด้วย”