่เดิมทีกําาลังล้าพองใจของจ้าวชื่อ พลันแข็งค้างไปทันที
ลู่เจินเจิ้นยังกล่าวต่อว่า “อีกประการหนึ่ง ท่านสี่ของข้านั้นเป็นวิญญ ชนผู้สง่างาม เปิดเผยดั่งสายลมแสงจันทร์ ทั้งมีความรู้ความสามารถและได้ รับความเมตตาจากผู้อาวุโสในจวนโหว อาศัยเพียงตัวเขาเองก็สามารถสร้าง เกียรติประวัติอันรุ่งโรจน์ได้ ไยต้องพึ่งพาเส้นสายจากบ้านเดิมของภรรยา ด้วยเล่า? พี่สะใภ้สามพูดเช่นนี้ แสดงว่าท่านกําลังดูแคลนท่านสี่ของข้าอยู่ หรือเจ้าคะ?”
ลงทันตา
พอหัวข้อสนทนาถูกลากไปโยงกับฟูจืออี้ สีหน้าของหลานชื่อ ก็บึ้งตึง
นางกระแทกถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะข้างตัวเสียงดัง “ปัง”
จ้าวชื่อเริ่มลนลานจนทําตัวไม่ถูก “จะ…. เจ้าอย่าพาลไปเรื่องอื่นสิ!
ข้า… ข้ากําลังว่าเจ้าอยู่นะ! เกี่ย… เกี่ยวอะไรกับน้องสี่ด้วย?”
| ༅།
พอนึกขึ้นได้ นางก็รีบเอ่ยเสริมอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “เจ้าอย่าถือดีว่ามี ผู้ใหญ่อยู่ที่นี่ แล้วจะพูดจาเหลวไหล ปากบอกว่าเชื่อใจจวนโหว เชื่อมั่นในผู้ อาวุโส แต่ข้าได้ยินมาว่า วันยกน้ําชา เจ้าลงมือสั่งสอนสาวใช้ที่ผู้ใหญ่เมตตา มอบให้ไม่ใช่? ข้าว่าเจ้าก็แค่ทําดีเอาหน้า อาศัยปากหวานหลอกล่อผู้ใหญ่ ลับหลังไม่รู้เอาผู้ใหญ่ไปนินทาว่าร้ายยังไงบ้าง!”
รอยยิ้มบนหน้าลู่เงินเงินจางหาย แววตาเย็นเยียบ ดูมีบารมีน่าเกรง ยามขึ้นมาหลายส่วน “เช่นนั้นท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าแค่ทําดีเอาหน้า ลับหลัง นินทาผู้ใหญ่? ท่านมีหลักฐานหรือเจ้าคะ?”
จ้าว อถูกบีบคั้นจ