กรงว่าพวกเราคงไม่มีชีวิตรอดแล้ว….”
E
ในขณะที่เรือนอื่นกําลังไฟลุกท่วมด้วยความอิจฉา ลู่เจินเจินกลับไม่ได้
รับรู้ถึงแรงอาฆาตเหล่านั้นเลยแม้แต่นิดเดียว
ตอนนี้นางกําลังนั่งกอดโฉนดที่ดินพลางหัวเราะร่าอยู่ท่ามกลางหีบ
สมบัติสามใบใหญ่!
นี่มันงานในฝันชัดๆ! ทํางานแค่สามวัน ได้ทั้งที่ดินทั้งสมบัติมาเพียบ! สายตาที่นางใช้มองฟูจืออี้ตอนนี้ ไม่ต่างจากการมองเทพเจ้าแห่งโชคลาภ นางแทบอยากจะอัญเชิญเขาขึ้นหิ้งบูชาเสียเดี๋ยวนั้น
ฟูจิออี้ถูกลู่เจินเจินจ้องจนรู้กขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง ผู้หญิงคนนี้ช่าง
ไม่มียางอายเอาเสียเลย ทําไมถึงได้จ้องผู้ชายตาเป็นมันขนาดนี้? แบบนี้ใคร จะไปทนไหว? อย่างน้อยเขาก็ทนไม่ไหวคนหนึ่งล่ะ ไม่ทันไรเขาก็ต้องหาข้อ
อ้างว่าจะไปอ่านหนังสือที่เรือนหน้า แล้วรีบหนีเตลิดไปทันที
คืนนั้น ฟูจืออี้ไม่ได้กลับมานอนที่เรือนหลัง ซึ่งนั่นยิ่งทําให้ ลู่เจินเจินแสนจะสุขกายสบายใจ นางนอนกอดโฉนดที่ดินหลับฝันดี โดยมีหีบ
สมบัติทั้งสามใบวางเฝ้าอยู่เป็นเพื่อนข้างเตียงตลอดคืน
หลังจากผ่านพ้นพิธีกลับบ้านเดิมในวันที่สาม ชีวิตของลู่เจินเจินก็
ต้องเข้าสู่กิจวัตรประจําวันเหมือนคนอื่น นั่นคือการไปคารวะเช้าเย็น และ
ปรนนิบัติฮูหยินผู้เฒ่ารับประทานอาหารทุกวัน
เนื่องจากจวนโหวมีกฎระเบียบเคร่งครัด หลังจากหูชื่อแต่งเข้ามา บรรดาฮูหยินรุ่นแม่ก็ไม่ต้องลงมือปรนนิบัติฮูหยินผู้เฒ่าด้วยตัวเองแล้ว หน้า
ที่หลักจึงตกเป็นของเหล่าหลา