นสะใภ้ ส่วนพวกแม่สามีก็แค่ยืนถือถ้วยแกง หรือส่งจานกับข้าวพอเป็นพิธีตามธรรมเนียม จากนั้นก็นั่งจิบชารออย่าง
สบายอารมณ์
สิ่งที่เรียกว่า ‘ปรนนิบัติรับประทานอาหาร สําหรับลู่เจินเจินแล้ว ก็ คือการคอยสังเกตว่าฮูหยินผู้เฒ่าชอบทานอะไรก็คอยคีบส่งให้ หากผู้น้อย
คนไหนมีของอร่อยมาแสดงความกตัญญู ก็นํามาให้ฮูหยินผู้เฒ่าไปลองชิม โดยปกติแล้วในจวนใหญ่เช่นนี้ ยามผู้ใหญ่ทานข้าววันละสามมื้อ ย่อมต้องมี
เหล่าสะใภ้ยืนเรียงรายปรนนิบัติอยู่ข้างกายไม่ห่าง
ฮูหยินผู้เฒ่าไปนับว่าเป็นผู้ใหญ่ที่ใจกว้างและเมตตามาก อาหารสาม มื้อต่อวันนางขอเพียงให้หลานสะใภ้มาปรนนิบัติแค่มื้อเช้ามื้อเดียวก็เป็นอัน
ใช้ได้
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจมื้อเช้า ฮูหยินทั้งสามท่านก็จะแยกย้ายกลับ
ไปทานข้าวที่เรือนของตัวเอง ส่วนเหล่าหลานสะใภ้จะเลือกอยู่ทานของว่าง รองท้องง่าย ๆ ที่เรือนฮูหยินผู้เฒ่า หรือจะตามแม่สามีกลับไปทานที่เรือนก็
ได้เช่นกัน
ในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่า าหนดกฎเกณฑ์ไว้เช่นนี้ หลังจากหูชื่อแต่งเช้า มา ฮูหยินใหญ่จึงเอ่ยอย่างรู้ความว่า การปรนนิบัติฮูหยินผู้เฒ่าให้ดีนั้นก็นับ
ว่าเป็นการแสดงความกตัญญูที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าการมาคอยรับใช้พวกนางเสีย
อีก!
เมื่อสะใภ้ใหญ่อย่างหูชื่อไม่ต้องปรนนิบัติแม่สามี พอซุนซื่อแต่งเข้า
บ้านรอง ฮูหยินรองก็ไม่กล้าเรียกร้องจากลูกสะใภ้ตัวเองเหมือนกัน สุดท้าย จึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาของจวนโหวไปโดยปริยาย