เรื่องราวเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ฮูหยินสามหลานชื่อเล่าให้ฟังอย่าง
ละเอียดระหว่างพาลู่เจินเจินเดินไปที่เรือนรุ่ยเชวียน และแน่นอนว่านางไม่
ลืมทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยค
“ยองที่เรือนแม่แม้จะสู้ของฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ แต่ครัวเล็กของแม่ก็มี ยองอร่อยขึ้นชื่อหลายอย่าง ถ้าเจ้าไม่รังเกียจ ก็แวะไปกินข้าวที่เรือนแม่ทุก วันสิ แม่ลูกกินข้าวด้วยกันจะได้ครึกครื้น
ลู่เจินเจินปฏิเสธไม่ลง และความจริงนางก็ไม่อยากปฏิเสธด้วย เห็น แก่หีบสมบัติใบใหญ่ที่ได้รับเมื่อวาน แค่ไปนั่งทานข้าวเป็นเพื่อนแม่สามีจะ
เป็นไรไป? จัดไป!
หลานซื่อเห็นลู่เจินเจินตอบตกลงง่ายดายก็ยิ่งยินดีปรีดา แม้นางจะมี ฟู่จื่ออี้เป็นบุตรชาย แต่ตามกฎจวนโหว เมื่อบุตรชายอายุครบหกขวบก็ต้อง ย้ายไปอยู่ที่เรือนหน้า ทําให้มีโอกาสพบหน้ากันเพียงช่วงเช้าและเย็นเท่านั้น
โอกาสที่จะได้ร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยกันในหนึ่งเดือนมีไม่เกินสองครั้ง
ฟู่เฮ่ออิ้น สามีของนางก็เลิกมาค้างที่ห้องนานแล้ว นอกจากงานเลี้ยง
เทศกาลหรือมีธุระสําคัญ สามีภรรยาคู่นี้แทบจะไม่ได้เจอหน้ากันเลย หลาน
ซื่อต้องอยู่อย่างเงียบเหงาตัวคนเดียวมาตลอด เมื่อก่อนนางจึงนึก อิจฉาจิน อกับฉันชื่ออยู่เสมอ มิต้องพูดถึงว่าลูกสะใภ้จะรู้ใจหรือไม่ ขอแค่ ทุกวันมีคนคอยพูดคุยเป็นเพื่อน มีคนมานั่งกินข้าวด้วยกันก็นับว่าดีถมไป
แล้ว
ในที่สุดวันนี้ที่รอคอยก็มาถึง! ความเอ็นดูที่นางมีต่อลู่เจินเจินจึงเพิ่ม
ขึ้นอีกเป็นเท่าตั