ๆ เช่นนี้ กับท่านได้อย่างไร? นี่ตั้งใจจะทําลายชื่อเสียงของคุณหนูชัดๆ พวกเราไปเอา เรื่องพวกนางกันเถอะเจ้าค่ะ”
ต่างหาก!”
ลู่เจินเจินค่อยๆ หันกายกลับมาอย่างเชื่องช้า
“พวกนางทําเกินไปตรงไหน? เห็นชัดๆ ว่าพวกนางกําลังชื่นชมข้าอยู่
“ชื่นชม?” ฟู่จืออี้และติงเชียงอุทานออกมาพร้อมกัน
ลู่เจินเจิน ดอกตอบอย่างมั่นใจ “พวกนางชมว่าข้าหน้าตางดงาม แล้วยังชมว่าท่านสี่คอยปกป้องข้า! แบบนี้ไม่เรียกว่าคําชมแล้วจะเรียกว่า
อะไร?”
สมองของติงเชียงไม่ซับซ้อน นางฟังแล้วคล้อยตาม รู้สึกว่าคําพูดของ ลู่เจินเจินฟังดูมีเหตุผล “สะใภ้สี่กล่าวได้ถูกต้องเจ้าค่ะ ถือเป็นคําชมจริงๆ
ด้วย”
ดี!”
ฟู่จื่ออี้ยกมือกุมขมับ….? นี่เรียกคําชมตรงไหน?
เจินเจินยี้มาให้ยิงเสียงด้วยความภาคภูมิใจ
“ดูท่าบ่าวไพร่ในจวนโหวพวกนี้จะ “ตาถึง” ไม่เบา ที่ดูออกว่าข้าหน้าตา
ยังจะมายิ้มหน้าระรื่นอีก
ฟูจิอ ทนดูต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ เขาส่งสายตาให้รุ่ยเสียงที่ยืน ปรนนิบัติอยู่ข้างๆ รุ่ยเชียงรับรู้ความนัย จึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“สะใภ้สี่เจ้าคะ แต่คําพูดพวกนั้น ฟังอย่างไรก็ไม่ดี 8 ท่านจะไม่สนใจ จริงๆ หรือ? จะปล่อยให้คนพวกนั้นนินทาว่าร้ายต่อไปหรือเจ้าคะ?”
ลู่เจินเจินกางสองแขนออกแล้วยักไหล่
“ข้าวุ่นอยู่กับการเตรียมตัวกลับบ้านเดิมนะ จะไปมีเวลาว่างจัดการ เรื่องหยุมหยิมพวกนี้ได้อย่างไร….อีกอย่าง ต่อให้ข้าว่าง เรื่องนี้ก็ไม่ใช่กงการ อะไรของข้า บ่าวไพร่นินทาเจ้