านาย เห็นได้ชัดว่าขาดการอบรมสั่งสอน คนที่ ดูแลจัดการบ้านคือพี่สะใภ้ใหญ่ หน้าที่จัดการเรื่องนี้ย่อมต้องเป็นนางไม่ใช่
หรือ?”
พูดจบก็แสร้งถอนหายใจยาวเหยียด
“ได้ยินเขาร่ําลือกันนักหนาว่าพี่สะใภ้ใหญ่ดูแลบ้านช่องเก่งกาจ ตัวข้า
เพิ่งตบแต่งเข้ามาได้เพียงสองสามวัน ไฉนจึงเกิดเรื่องงามหน้าขึ้นตั้ง
มาย หากรู้ไปถึงหูคนนอกเข้าล่ะก็…. เฮ้อ….”
นางทําสีหน้า เป็นห่วงเป็นใยอย่างสุดซึ้ง” ก่อนจะสั่งความกับรุ่ยเชียง
“พี่รุ่ยเซียง รบกวนเจ้าช่วยไปหาพี่สะใภ้ใหญ่สักเที่ยวเถิด เอาเรื่องนี้ ไปบอกนาง เล่าสิ่งที่ข้าพูดและความกังวลใจของข้าให้นางฟังให้หมดทุกคํา บอกให้นางวางใจเถิด ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน มีเรื่องงาม
หน้าเกิดขึ้นย่อมต้อง ปิดประตูจัดการกันเองภายใน ข้าจะไม่มีทาง… ย้ํานะ ว่าไม่มีทาง… เอาเรื่องนี้ไปฟ้องคนบ้านเดิมตอนกลับไปเยี่ยมบ้านเป็นอันขาด” รุ่ยเซียงลอบค่อนยอดในใจ…. หากนําความไปบอกเช่นนี้ เกรงว่าสะใภ้ ใหญ่คงจะ “วางใจไม่ลง เสียมากกว่า
ทว่าสีหน้านางกลับไม่แสดงอาการใดๆ นางแอบชําเลืองมอง ฟู่จืออี้แวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้คัดค้าน จึงรับคําสั่งแล้วเดินออกไป พอรุ่ยเสียงออกไป ลู่เจินเจินก็เร่งฟูจิอ ให้รีบจัดการมื้อเช้าให้เสร็จ
โดยไว
จากนั้นก็รีบกุลีกุจอไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าไปและหลานชื่อ เพื่อขอตัว
ลา ‘กลับไปเยี่ยมบ้านเดิม’ ตามธรรมเนียม
ไป๋ชื่อยังคงมีท่าทีเมตตาเหมือนสองวันที่ผ่านมา นางยิ้มแ