บรรยากาศในห้องไม่ได้ตึงเครียดอย่างที่สาวใช้ทั้งสามคนกังวล
ฟู่จื่ออี้ใช้นิ้วคลึงขมับตนเองเบาๆ
ปกติเขาไม่ใช่คนที่จะปวดหัวกับ
เรื่องเล็กน้อยได้ง่ายถึงเพียงนี้ แต่นี่เพิ่งแต่งภรรยาเข้าบ้านมาได้ไม่กี่วัน ก็
ต้องปวดหัวไปหลายรอบแล้ว
พอเห็นลู่เจินเจินเดินเข้ามา เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าของขวัญเยี่ยมบ้านเดิมมีความหมายว่าอย่างไร?”
ลู่เจินเจินแสดงท่าทางว่า ‘ข้อนี้ข้าตอบได้’
“หมายถึงการให้เกียรติที่ฝ่ายชายมีต่อเจ้าสาวเจ้าค่ะ ของขวัญยิ่งล้ํา ค่า ก็ยิ่งแสดงว่าฝ่ายชายให้ความสําคัญกับเจ้าสาวมากเท่านั้น ทั้งยังเป็นการ
เสริมสร้างบารมีให้เจ้าสาวมีหน้ามีตาในบ้านเดิม และเป็นการปลอบประโลม
คนทางบ้านให้วางใจว่าบุตรสาวได้ตบแต่งเข้าสู่ตระกูลที่ดีเจ้าค่ะ”
ครั้นเห็นนางตอบคําถามอย่างฉะฉานและคล่องแคล่ว ฟู่จื่ออี้ยิ่งรู้สึก
ปวดเศียรเวียนเกล้าหนักกว่าเดิม ในเมื่อรู้ถึงธรรมเนียมปฏิบัติอยู่เต็มอก
แล้วเหตุใดนางยังคิดจะเล่นพิเรนทร์สับเปลี่ยนของตบตาผู้คนเช่นนี้อีกเล่า?
นะสิ!
ลู่เจินเจินแสดงออกชัดเจนว่า…. ก็เพราะย้าเหม็นขี้หน้าคนบ้านสกุลลู่
ฟู่จื่ออี้ข่มอารมณ์แล้วข่มอารมณ์อีก สุดท้ายก็อดเตือนด้วยความหวัง
ดีไม่ได้อีกประโยค
“เจ้าหอบของขวัญซอมซ่อไร้ราคาเช่นนั้นกลับไป ไม่กลัวคนบ้านเดิม
จะหัวเราะเยาะหรือ? หากเจ้าไม่ชอบพวกเขาครั้งนี้ก็เพียงทําตามมารยาทให้ ผ่านพ้นไปเสีย ต่อไปก็ไม่ต้องไปสุงสิงกับพวกเขาให้มากควา