มก็ได้มิใช่หรือ?”
ลู่เจินเจินมีทีท่าไม่แยแส…
อยากหัวเราะก็เชิญหัวเราะไป ท่าทีของนางเด็ดเดี่ยวแน่วแน่
บนโลกนี้ยากนักที่จะมีใครเข้าใจความรู้สึกของใครได้อย่างถ่องแท้
การจะให้คุณชายตระกูลโหวผู้สูงศักดิ์อย่างฟู่จื่ออี้ มาเข้าอกเข้าใจหัว อกบุตรสาวอนุที่ถูกทอดทิ้งจากบ้านขุนนางเล็กๆ ก็นับว่าเป็นการฝืนใจกัน เกินไปแล้ว อีกทั้งนางเองก็ไม่ต้องการให้ฟูจือ มาเข้าใจ
นางเชื่อว่าเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ต่อให้ฟู่จืออี้ไม่เข้าใจแต่ก็น่าจะใจ กว้างพอที่จะยอมโอนอ่อนผ่อนตามนางได้
เพราะเรื่องนี้จวนโหวไม่ได้เสียประโยชน์อะไร กลับจะได้กําไรเสียด้วย
เป็นไปตามคาด ฟู่จื่ออี้จ้องมองลู่เจินเจินนิ่งๆ ครู่หนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจ
ปล่อยผ่านไป
ลู่เจินเจินตรึกตรองดูแล้ว เห็นควรว่าต้องเอ่ยดักทางไว้ก่อน เพื่อให้ ฟู่จื่ออี้เตรียมใจไว้ล่วงหน้าเสียหน่อย
“ท่านสื่… ข้ากับสกุลลู่ นับตั้งแต่วันที่ข้าก้าวพ้นธรณีประตูเพื่อแต่งเข้า จวนโหว ก็ถือว่าวาสนาขาดสะบั้นต่อกันแล้ว! วันกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมพรุ่งนี้ ก็เพียงทําตามธรรมเนียมตบตาคนภายนอก เพื่อมิให้ผู้ใดนําไปนินทาว่าร้าย จวนโหวและตัวท่านได้ก็เท่านั้น”
“ไม่ว่าคนสกุลลู่จะเรียกร้องหรือยื่นเงื่อนไขอะไรมา ท่านสี่โปรด
ปฏิเสธไปตรง ๆ ได้เลยเจ้าค่ะ! หากเป็นไปได้…. พรุ่งนี้ท่านเพียงทําตัวเป็นแค่ ตัวประกอบฉาก…. เอ้อ…. หมายถึงเพียงไปร่วมพิธีตามมารยาทก็พอ ที่เหลือ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าจัดกา