พูดจบ จ้าวชื่อก็ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นป้องปาก ส่งเสียงหัวเราะคิกคัก ชอบอกชอบใจ
หากเป็นสะใภ้ใหม่ทั่วไปที่เพิ่งตบแต่งเข้าบ้านได้ยินวาจาสองแง่ สองง่ามเช่นนี้เข้า คงจะอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปแล้ว
แต่ลู่เจินเจินเป็นคนประเภทไหนกัน?
นางสวนกลับทันควัน “พี่สะใภ้สามรู้ได้อย่างไรว่าข้าเหนื่อยเจ้า
คะ? หรือว่าเมื่อคืน…ท่านส่งคนมาแอบดูพวกเราที่เรือนทิ้งเทาหรือ?”
จนตัวสั่น
ครั้นเจอประโยคสวนกลับเข้าไป จ้าวชื่อถึงกับหน้าซีดเผือด โกรธ
“น้องสะใภ้สี่ เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ใครจะว่างไปแอบดู เรือนทิ้งเทาของพวกเจ้ากัน! เจ้านี่นะ…. ข้าก็แค่ล้อเล่นเท่านั้น เจ้า… เจ้า กลับใส่ร้ายป้ายสีข้าได้อย่างไร?”
ลู่เจินเจินเลิกคิ้ว
“พี่สะใภ้สาม ข้าก็แค่ล้อท่านเล่นเหมือนกัน ทําไมท่านถึงได้ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปได้ล่ะ? ไม่ใช่ ไม่ใช่สิ อย่าบอกนะว่าท่านว่า
ท่าน “ถือสา” คําพูดหยอกเย้าของข้าเข้าจริงๆ”
เจอประโยคตอกหน้า ทําเอาจ้าวชื่ออ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออกได้ แต่ชี้หน้าเงินเงินด้วยมือที่ถือผ้าเช็ดหน้าจนสั่นระริก สี หน้าเดี๋ยวเขียวเดี่ยวขาวสลับกันไปมา ดูแล้วน่าขบขันยิ่งนัก
หูชื่อเห็นท่าไม่ดี แม้ในใจจะดูแคลนว่าจ้าวชื่อช่างไร้กระบวนท่า เป็นถึงพี่สะใภ้กลับกําราบสะใภ้ใหม่มีอยู่
แต่ถึงอย่างไรจ้าวชื่อก็นับเป็นคนของบ้านใหญ่ นาง ต้องออก
หน้าไกล่เกลี่ยให้
นางจึงหัวเราะพลางเอ่ยแก้ต่างว่า “น้องสะใภ้สี่อย่าได้เก็บไปคิด
มากจนขุ่นเคืองเลย