อย่างชัดเจน จนทําให้จินซื่อที่เป็นแม่สามีแท้ ๆ กลับดูเย็นชาไกลห่างไป
ถนัดตา
เงินเงินกําลังจะอ้าปากต่อคํา แต่ฮูหยินผู้เฒ่า “ไปชื่อ’ ได้เดิน ออกมาจากห้องชั้นในพอดี
นอบน้อม
ทุกคนต่างหุบปากเงียบสนิท ก้าวเข้าไปคารวะไปชื่อด้วยความ
เริ่มจากฮูหยินทั้งสามท่าน จากนั้นจึงค่อยเวียนมาถึงรุ่นหลาน
สะใภ้อย่างเป็นระเบียบ
สมัยที่ลู่เจินเจินยังเป็นทาสบริษัทในชาติก่อน เคยมีผู้หลักผู้ใหญ่ สั่งสอนนางไว้ว่า…. ทุกวันที่ก้าวเท้าเข้าที่ทํางาน โดยเฉพาะยามต้อง เผชิญหน้ากับเจ้านาย จะต้องทําหน้าตาให้สดใสเบิกบานดุจสายลม วสันต์ และดูมีพลังกระปรี้กระเปร่าอยู่เป็นนิจ
การกระทําเช่นนี้ไม่เพียงแต่เจ้านายเห็นแล้วจะรู้สึกสบายใจ แม้
แต่ตัวเราเองก็จะพลอยมีใจฮึกเหิมตามไปด้วย
หากมัวแต่ทําหน้าตาประหนึ่งแบกโลกไว้ทั้งใบหรือเหมือนไปงาน
ศพทุกเมื่อเชื่อวัน ใครเห็นก็พลอยหดหูไปด้วยจริงไหม?
หากสามารถทําให้เจ้านายพึงใจ ทิ้งความประทับใจอันดีงามไว้
ได้ ไม่แน่ว่าวันหน้าสิ่งนี้อาจกลายเป็น “ยันต์คุ้มภัย” สําคัญในยามคับขัน
ก็เป็นได้!
“ทาสบริษัท” อย่างเงินเงินยังไม่ทันได้รอให้ถึงวันนั้นในชาติ
ก่อน แต่กลับนํานิสัยความเคยชินนี้ติดตัวข้ามภพมาด้วย นางมองว่าการคารวะฮูหยินผู้เฒ่าก็คืองานอย่างหนึ่ง จึงเผยรอย ยิ้มที่ดูจริงใจซึ่งผ่านการฝึกฝนมาอย่างช่ําชองให้ดู “จริงใจ” เป็นธรรม ชาติ น้ําเสียงที่ใช้คารวะจึงดังกังวานใสเสนาะหูเป็นพิเศษ
ฮูหยินผู้เฒ่าแม้