งรีบ หาข้ออ้างปลีกตัวหนีไปแต่เนิ่นๆ
เหลือเพียงไม่กี่คน บ้างก็ผสมโรงเห็นดีเห็นงามไปกับหูมามา บ้าง ก็พยายามพูดจาหว่านล้อมให้ใจเย็นลง
เดิมทีโม่ลี่เห็นแก่ที่นางกับหูมามาต่างเป็นคนที่ฮูหยินสามส่งมา ไม่อยากให้หญิงชราผู้นี้มีจุดจบอนาถในยามแก่เฒ่าจึงตั้งใจว่าจะอาศัย
จังหวะที่เดินออกมาด้วยกันนี้ หาโอกาสเกลี้ยกล่อมเตือนสติสักสองสาม
ประโยค
คาดไม่ถึงว่าพอพ้นประตูเรือน หมามาจะกล้าพ่นวาจา จาบจ้วง เช่นนี้ออกมามิทันตั้งตัว ทําเอาโม่ลี่ถึงกับขวัญหนีดีฝ่อไปในพริบตา!
ยิ่งเห็นว่ามีคนคอยยุแยงตะแคงรั่วอยู่ข้างๆ หมามาก็ยิ่งปาก เปราะพูดจาพล่อยๆ ออกมาโดยไม่ยั้งคิด
โม่ลี่นึกพรั่นพรึงในใจ นางค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลง ฉวยโอกาสตอน ที่ไม่มีใครสังเกต ลอบหลบฉากไปเงียบๆ
ในใจกําลังครุ่นคิดว่า ในใจกําลังชั่งน้ําหนักว่าควรจะนําความไป เตือนสะใภ้สี่ดีหรือไม่ ว่าหูมามาจ้องจะจับผิดหาเรื่อง จะได้ถือโอกาส แสดงความจงรักภักดีไปด้วย
ทว่าพอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นท่านสี่ “ฟูจือ” เดินกลับมาพอดี นาง
ชะงักฝีเท้า แล้วย่อกายคารวะแต่ไกล
ฟู่จือ จําได้ว่านางเป็นสาวใช้ในเรือนตนจึงเอ่ยถามเรียบๆ “นาย หญิงของเจ้าอยู่ข้างในหรือไม่?” เมื่อได้รับคํายืนยัน เขาก็เดินดื่มเข้าไป
ในเรือนทันที
เนื่องจากเงินเงินสั่งให้บ่าวไพร่ถอยออกไปหมด เหลือเพียง ติงเซียงคนเดียวที่คอยช่วยนับสินเดิมในห้องชั้นใน ด้านนอกจึงไม่มี
ใครคอยขานชื่อรายงาน
ฟู่จื่ออี้เดินตรงดิ่งเข้าไปจนถ