บทที่ 4 ยกน้ำชา
ด้วยเหตุนี้ ยามพิธียกน้ำชาจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นไร้อุปสรรค ฮูหยินผู้เฒ่ารับคารวะชาจากหลานสะใภ้อย่างเบิกบานใจ กำชับสั่งสอนตามธรรมเนียมเพียงสองสามประโยค ก็ยัดกล่องไม้กล่องหนึ่งที่หนักอึ้งใส่มือให้นางด้วยรอยยิ้มละไม ลู่เจินเจินตั้งรับไม่ทัน ซวนเซไปเล็กน้อยเกือบจะรับกล่องนั้นไว้ไม่อยู่ ไม่รู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่า ยัดสมบัติล้ำค่าใดลงไป ถึงได้หนักอึ้งเช่นนี้
หากมิใช่เพราะเกรงใจสถานที่ ลู่เจินเจินคงอยากจะแอบแง้มดูให้รู้แล้วรู้รอดเสียเดี๋ยวนี้
แต่เมื่อลองตรองดูแล้ว วันนี้ นอกจากท่านโหวผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว ยังมีผู้สูงอายุระดับสำคัญนั่งเรียงกันอยู่อีกหลายท่าน ของรับขวัญย่อมต้องหลั่งไหลมาไม่ขาดสายแน่
คิดได้ดังนั้น นางจึงกลับมากระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา นางโขกศีรษะขอบคุณ ท่านโหวผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่า ด้วยสีหน้าซาบซึ้ง และแววตามุ่งมั่น ลำดับถัดมาคือหนิงผิงโหวสื่อจื่อ ฮูหยินสื่อจื่อ รวมถึงนายท่านรองและฮูหยินรอง ทุกคนต่างล้วนเจนจัดในธรรมเนียมปฏิบัติ
ในเมื่อผู้สูงอายุสูงสุดทั้งสองแสดงออกชัดเจนว่าพึงใจในตัวหลานสะใภ้คนใหม่ พวกเขาที่เป็นรุ่นลูกหลานย่อมต้องแสดงความยินดีให้ยิ่งกว่า แต่ละคนล้วนให้ของกำนัลอย่างใจป้ำ หนิงผิงโหวสื่อจื่อและภรรยา คนหนึ่งมอบจี้หยกขาวมันแพะแกะสลัก เป็นรูปปลาตาเดียว[1] อีกคนมอบกำไลหยกเขียวเนื้อใสกระจ่างให้คู่หนึ่ง
ส่วนนายท่านรองและภรรยาเป็นคนชื่อต