นเจินสะดุ้ง ปากไวตอบกลับทันควัน “มิได้ๆ! เรื่องพวกนี้ล้วน… เอ่อ… ล้วนเป็นสิ่งที่พวกแม่นมพร่ำสอนก่อนออกเรือนทั้งนั้นแหละเจ้าค่ะ!”
เกือบไปแล้ว เกือบหลุดปากออกไปแล้ว! ลู่เจินเจินลอบลู่อกปลอบขวัญตัวเองเบาๆ
ฟู่จืออี้เงียบเสียงลง ยากจะคาดเดาได้ว่าเขาเชื่อคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ นั้นหรือไม่
ลู่เจินเจินรีบตั้งสติ คลำมือลงไปในกล่องเครื่องประดับ จนในที่สุดก็เจอกรรไกรเงินเล่มเล็กที่ดูคมกริบ นางลองขยับกรรไกรในมือดูสองสามที แล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
จากนั้นหญิงสาวก็หันขวับ ยื่นกรรไกรไปตรงหน้าฟู่จืออี้ด้วยสีหน้าเด็ดขาด “รบกวนท่านสี่ลงมือเถิดเจ้าค่ะ…”
ฟู่จืออี้มองกรรไกร แทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
“ให้ข้าทำ?”
ลู่เจินเจินเข้าใจผิดคิดว่าเขาทำไม่เป็น จึงรีบสอนงานด้วยความกระตือรือร้น
“ท่านไม่ต้องกลัว ไม่เจ็บเท่าไหร่หรอกเจ้าค่ะ แค่หลับตา… กลั้นใจกรีดลงไปที่นิ้วทีเดียว เลือดก็ไหลออกมาแล้ว จากนั้นท่านก็แค่กดนิ้วลงบนผ้าพรหมจรรย์ก็เรียบร้อย! ง่ายนิดเดียว!”
ฟู่จืออี้ตีหน้านิ่ง “ถ้าง่ายดายปานนั้น เจ้าก็ทำเองสิ”
ลู่เจินเจินปฏิเสธเสียงแข็ง “มิได้เจ้าค่ะ! ข้ากลัวเจ็บ!”
ฟู่จืออี้ “……”
ทั้งสองจดจ้องกันอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายฟู่จืออี้ก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา รับกรรไกรมาแล้วกรีดที่นิ้วตนเองอย่างขอไปที หยดเลือดลงบนผ้าสีขาวสะอาดแล้วโยนคืนให้ลู่เจินเจิน
“ทีนี้จะนอนได้หรือยัง?”
ลู่เจินเจินประคองผ้าที่เปื้อนเลือดของฟู่จืออี้ไว้รา