!’
ไม่ ไม่อาจเรียกว่าเป็นความขัดแย้งข้อที่สองได้ เพราะห้วงเวลาแห่งนี้เองก็ตรงกับคราวภัยพิบัติคราหนึ่งพันปีครั้งก่อนพอดี เพียงแต่ยิ่งเป็นหลักฐานยืนยันชัดถึงข้อสันนิษฐานของลวี่หยางว่า:
‘แน่นอนว่านี่คือเล่ห์กลของพระผู้เป็นเจ้า!’
ทว่าไม่นาน ความสงสัยที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าก็พลันเอ่อท้นขึ้นในใจของลวี่หยาง:
‘ถ้าเช่นนั้น…เหตุใดทายาทโจวอวี๋จึงไปอยู่ในนิกายศักดิ์สิทธิ์ได้? หากเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระผู้เป็นเจ้า พวกเขาควรถูกจับเข้าสู่แดนสุขาวดี ถูกกลืนกลายไปนานแล้วมิใช่หรือ?’
ความคิดของลวี่หยางหมุนวนรวดเร็ว ความลับมากมายทยอยเผยขึ้นในใจของเขา ค่อยๆ ประกอบเป็นสายตรรกะที่ชัดเจน สะท้อนออกมาในโลกแห่งความจริงเป็นเสียงฟ้าร้องที่ยิ่งทวีความหนักหน่วง ราวกับเสียงร่ำไห้โหยหวนของผีวิญญาณ ที่แท้แล้วนั่นก็คือความรู้ต้องห้ามในระดับจ้าววิถี เพียงแค่“รู้”ก็ถือว่าเป็นบาปแล้ว
‘บรรพจารย์นิกายศักดิ์สิทธิ์……และพระผู้เป็นเจ้า.’
ลวี่หยางลูบคางครุ่นคิด หากอิงตามข้อสันนิษฐานก่อนหน้า การที่พระผู้เป็นเจ้าสามารถบรรลุสู่ขอบเขตก่อกำเนิดได้ ก็คงเพราะบรรพจารย์แห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ลงแรงช่วยเหลือเป็นอย่างมาก
แต่ทว่า…นั่นคือนิกายศักดิ์สิทธิ์นะ!
นิกายศักดิ์สิทธิ์จะช่วยเหลือผู้ใดได้โดยไร้ค่าตอบแทนหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น ความน่าเชื่อถือของพระผู้เป็นเจ้านั้นต่ำต้อยยิ่ง บรรพจารย์แห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์จะกล้ารับรองได้อย่างไรว่าหลังจาก