่นไส้พวยพุ่งออกมา
เขาพยายามระงับความอยากอาเจียนสุดชีวิต ส่วนท้องกระตุกเกร็งราวกับมีบางอย่างในร่างกายกำลังปั่นป่วน ทำให้อึดอัดถึงขีดสุด
ดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่ย้ายจากแมลงซากศพมาที่เหมียวจื่ออั๋ง
เขาเริ่มตัวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ เหมือนมีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในลำคอ มันปูดขึ้นเรื่อย ๆ จนแก้มเปลี่ยนรูปทรง
ดวงตาของเฝ่ยไป๋ลู่เข้มขึ้น เหมียวจื่ออั๋งทนไม่ไหวแล้ว
วินาทีต่อมา เหมียวจื่ออั๋งพลันบีบคอแล้วอาเจียนไม่หยุด
เฝ่ยไป๋ลู่คิด ‘แย่แล้ว!’
ครั้นพอได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว เหล่าแมลงซากศพที่ยังไม่ได้กินฝ่ามือที่ถูกตัด ก็พลันหันหัวมาโดยพร้อมเพรียง ทันใดก็คลานกรูกันมาทางเหมียวจื่ออั๋ง
ปากแหลมคมมีน้ำลายไหลไม่หยุด
ในที่สุดเหมียวจื่ออั๋งก็หยุดอาเจียน แล้วตัวทรุดล้มคว่ำลงบนพื้น
บัดนี้เคียวแห่งความตายวางพาดอยู่คอของเขา และเพียงหนึ่งเดียวที่ช่วยชีวิตเขาได้…
เหมียวจื่ออั๋งวิ่งหัวซุกหัวซุนไปกอดต้นขาเฝ่ยไป๋ลู่พร้อมกับร้องไห้โฮ
“หัวหน้า ช่วยด้วย!”
เฝ่ยไป๋ลู่มองเหล่าแมลงซากศพที่หันหัวมาจ้องเธอ เฝ่ยไป๋ลู่ตบหน้าผากอย่างไร้ทางเลือก
เรื่องมาถึงขนาดนี้ มีแต่ต้องสู้เท่านั้น!
ขณะที่มองแมลงซากศพที่ละโมบและน้ำลายไหลเหล่านั้น เธอก็ส่งเสียง “ชิ” ออกมา แมลงซากศพตัวน้อยอยากกินเนื้อเธองั้นเหรอ?
คู่ควรแล้วหรือ?
เฝ่ยไป๋ลู่มองแมลงซากศพที่พยายามปีนขึ้นมาบนเท้าอย่างเยือกเย็น ก่อนจะใช้ยันต์อย่างรวดเร็ว
“อสนีบาตนภา อสนีบาตปฐพ