วาจาเท็จ พระผู้เป็นเจ้าก็ย่อมจริงใจ ขอท่านเข้าครองแดนสุขาวดี เราทั้งหลายยินดีอยู่ใต้คำสั่งโดยสิ้นเชิง!”
“แคร้ง แคร้ง!”
สิ่งที่ตอบกลับพวกมัน คือเสียงกระบี่ใสกระจ่างหนึ่งสาย เป็นเจินเหรินปราบมาร ปรากฏว่ามือของเขากำกระบี่ไม่สังหารสีหน้าขึงขังจริงจัง
ต่างจากชาติก่อน ครั้งนี้เจินเหรินปราบมารเผยเจตจำนงกระบี่สังหารสิ้นออกมาก่อนเวลา สองกระแสเจตจำนงกระบี่ทับซ้อนบนร่างเขา ดุจหยินหยางสมดุล น้ำไฟไหลรวม กระแสพลังวิชาในกายพลันพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ก้าวย่างของเขาเชื่องช้า ทว่าไม่มีผู้ใดทันตอบสนอง
เวลาเหมือนหยุดนิ่งในห้วงนั้น
เหล่าผู้ที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น ทำได้เพียงลืมตาเบิกกว้าง มองดูเจินเหรินปราบมารก้าวออกมา เงื้อมกระบี่ฟาดลง แทรกกายผ่านระหว่างธรรมลักษณ์ทั้งห้าด้วยความสงบนิ่งถึงที่สุด
แสงกระบี่ลากผ่านเท่าเทียม ทุกหนึ่งร่างจำแลงถูกผ่าออกตรงกลางลำตัว
ชั่วพริบตาเดียว ภาพลักษณ์แห่งกาลเวลาที่หยุดนิ่งก็แตกสลาย ทุกสิ่งคืนสู่การไหลเวียน ธรรมลักษณ์ทั้งห้าถูกผ่าเป็นสองท่อนพร้อมกัน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นโกรธเกรี้ยว!
“อวดดีนัก!”
ชั่วพริบตาเดียว พลันเห็นรัศมีพุทธะพลุ่งพล่านขึ้นมา ธรรมลักษณ์ทั้งห้าที่เพิ่งถูกผ่าขาดกลับเชื่อมติดทั้งบนล่าง ฟื้นคืนดังเดิมในฉับพลัน แล้วพร้อมกันอ้าปากเปล่งเสียงว่า
“ปรัชญาปารมิตา!”
ธรรมลักษณ์ทั้งห้านั้น เอื้อนเอ่ยคนละหนึ่งอักษร ทันใดก็ปลุกเร้ารัศมีทองคำมหาศาล ทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสี สรร