ละข้อมูลอื่นๆ ข้าให้ท่านทั้งสองจัดการได้หรือไม่?”
กงทั้งสองโค้งคำนับและกล่าวออกพร้อมกัน “ตามพระราชกฤษฎีกาพ่ะย่ะค่ะ!”
“เยี่ยมมาก”
ฉินอินลุกขึ้นยืนพลางสวมใส่เสื้อคลุมของจักรพรรดินี “ตอนกลางคืนลมแรงนัก ท่านทั้งสองระวังอย่าให้เจ็บไข้ ข้าจะไปดูอาการพี่อาอวี่สักหน่อย”
“กราบบังคมลาพ่ะย่ะค่ะ!”
…
จางเหว่ย เว่ยโฉวและคนอื่นๆติดตามไปด้วยเพื่ออารักขาฉินอิน เมื่อเดินทางมาถึงกระโจมที่หลินมู่อวี่พักอยู่ นางหยุดเดินก่อนหันไปออกคำสั่ง “พวกเจ้ารออยู่ด้านนอก อย่าเข้าไปหากข้ามิได้สั่ง”
เว่ยโฉวประสานหมัดพร้อมกล่าวอย่างนอบน้อม “พ่ะย่ะค่ะ!”
จางเหว่ยเอ่ย “กลางคืนเช่นนี้ลมโกรกเสียงดังนัก ไม่ได้ยินเสียงในกระโจมแน่ ฝ่าบาทไม่ต้องกังวลพ่ะย่ะค่ะ!”
ใบหน้าเลอโฉมของฉินอินพลันขึ้นสีระเรื่อ นางกล่าวออก “จางเหว่ย เจ้าอยากยังอยากเป็นผู้บัญชาการอยู่หรือไม่?”
จางเหว่ยรีบตอบทันที “ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท กระหม่อมจะไม่พูดเช่นนี้อีก เดี๋ยวกระหม่อมก็จะไปลาดตระเวนแล้ว มีเพียงเว่ยโฉวที่จะเฝ้ารักษาการณ์อยู่ที่นี่พ่ะย่ะค่ะ ฮ่าๆ”
ฉินอินมองอีกฝ่ายอย่างเอือมระอา จางเหว่ยเป็นคนตรงไปตรงมาเช่นนี้ จนเสียบางทีก็เกือบตายตกเพราะคำพูดของตนเอง อย่างไรเสียตั้งแต่ศึกเมืองหลันเยี่ยนจนถึงตอนนี้ จางเหว่ยก็พิสูจน์ตนเองแล้วว่าเขาเป็นคนที่จงรักภักดีมากเพียงใด
ฉินอินเปิดประตูเข้าไปในกระโจมและปิดไว้ดังเดิมเพื่อไม่ให้ลมเย็นด้านนอกพัดเข้ามา
หลินมู่