ราวกับหญิงสาวแอบมาเปิดห้องกับคู่รักกันเล่า? เดี๋ยวข้าก็ทนไม่ไหวหรอก…”
ฉินอินยิ้มพลางถาม “เปิดห้อง…หมายความว่าอย่างไร?”
“อืม…ว่าอย่างไรดี…” หลินมู่อวี่ใคร่ครวญอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะนึกคำอธิบายเรื่องชวนเขินเช่นนี้ให้กับฉินอินได้ “มันคือการที่คู่รักอยู่ด้วยกันสองต่อสอง สัมผัสถึงลมหายใจและชีพจรของกันและกัน สอดประสานจังหวะของอารมณ์เร่งเร้าให้สุขสม กระทั่งดื่มด่ำกับความพิสมัยจนปลดปล่อยในที่สุด”
หลังจากอธิบายจบ เขารู้สึกภูมิใจกับตนเองขึ้นมา “จังหวะของอารมณ์งั้นหรือ เจ้าบทเจ้ากลอนเสียจริง ข้านี่ฉลาดนัก!”
ฉินอินยังคงสับสนทว่าตัดสินใจกล่าวออกพร้อมใบหน้าแดงก่ำ “เช่นนั้น…มาลองกันเถิด ต้องทำอย่างไรจึงจะรู้สึกถึงชีพจรและลมหายใจของเจ้า? แล้วจังหวะของอารมณ์เล่า? ข้าต้องใช้…วิญญาณยุทธ์หรือ? ”
“ไม่ใช่…”
หลินมู่อวี่รีบเอ่ยขัด “อย่าใช้วิญญาณยุทธ์ที่นี่เชียว เตียงราคาแพงส่งตรงจากเมืองชางหนานของข้าจะหักเอา…”
ฉินอินยิ้มกว้างก่อนโน้มตัวไปกอดหลินมู่หวี่ นางเกยหน้าไว้บนอกแกร่งพร้อมกล่าว “สัญญากับข้าสิ ว่าเจ้าจะไม่ทิ้งข้า…”
“ข้าต้องทำตามคำบัญชาอยู่แล้ว…” หลินมู่อวี่จ้องมองพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อไม่อาจต้านทานความรู้สึกในหัวใจได้อีกต่อไป ใบหน้าอันงดงามของฉินอินที่แดงเรื่อราวกับกลีบกุหลาบก็ค่อยๆ ขยับไปใกล้หลินมู่อวี่อย่างเชื่องช้าก่อนประทับรอยจูบบนริมฝีปากของอีกฝ่าย
ไออุ่นและความอ่อนโยนที่สัมผัสได้จากฉินอินทำให้หลินมู่อ