างผู้บำเพ็ญวางรากฐานที่ยาวนานไม่อาจเลื่อนตำแหน่ง ต่างก็ทยอยเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ และร่วมด้วยช่วยกันบำเพ็ญพุทธให้ภิกษุปีศาจนั้น”
ฟังมาถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็ขัดขึ้นทันทีว่า
“แล้วตอนนี้เล่า? ตอนนี้เหตุการณ์เป็นเช่นไร?”
เซียวซานได้ยินพลันเผยแววสับสนในดวงตา ก่อนกล่าวเสียงแผ่ว “เพียงครึ่งชั่วยามก่อน ข่าวจากชายแดนยังเป็นภัยเร่งด่วนดั่งเพลิงลุกไหม้”
“…แต่ถึงตอนนี้ กลับบอกว่าไม่มีสิ่งใดแล้ว”
คำนี้เอ่ยออก สีหน้าลวี่หยางก็พลันมืดหม่นลง ส่วนเซียวซานหยิบแผ่นหยกจารึกออกมา “นี่คือภาพที่ส่งมาเป็นครั้งสุดท้าย”
ลวี่หยางชี้นิ้วออกไปทันที
เพียงพริบตาเดียว เขาก็ได้เห็นภาพที่เพียงสบตาก็ทำให้ร่างกายรู้สึกขยะแขยง สิ่งที่สะท้อนในสายตา คือทะเลเนื้อสีขาวโพลน
แรกเริ่มยังคิดว่าเป็นฝูงสุกรพันธุ์
ครั้นเข้าใกล้ จึงเห็นแท้จริงแล้วคือมนุษย์หมู่หนึ่ง
พวกเขาถูกกองทับถมแน่นหนา ชายหญิงไม่แยกเปรียบ ทั้งร่างไร้สิ่งปกปิด ใบหน้าล้วนฉายแววเมตตากรุณา ยิ้มแย้มละม้ายสังขาร
ตรงกลางที่ถูกรุมล้อมเอาไว้ คือพระพุทธรูปที่ชำรุด พระพักตร์พร่อง แขนขาขาดแหว่ง กลางอกเว้าแหว่ง ภายในกลวงโล่ง แท่นบัวด้านล่างก็ขาดไปครึ่งหนึ่ง ราวปาฏิหาริย์ที่ยังไม่ถล่มลงมาถึงตอนนี้
ถัดมา ผู้คนรอบด้านเริ่มเคลื่อนไหว
พวกเขาไม่หันหลังกลับ ไม่ลังเล รีบปีนขึ้นสู่พระพุทธรูปใช้เนื้อเลือดตนเองเติมเต็มรอยแหว่งทั้งหมด
บางคนมุดเข้าแท่นบัว ใช้ร่างกายตนค้ำชูองค์พระพุทธะ
บา